โยคะ เป็นกิจกรรมออกกำลังกายที่ได้รับการส่งเสริมอย่างกว้างขวาง และเป็นกิจกรรมดูแลสุขภาพที่ดี ผ่านท่าทางต่าง ๆ เช่น ยืน นั่ง คุกเข่า นอน หงุดหงิด พร้อมกับการหายใจ ยืดเหยียด งอ บิดตัว ทุกส่วนของร่างกาย ทำให้เกิดการนวดและดึงดูดต่อสันหลัง กล้ามเนื้อ อวัยวะภายใน ช่วยปรับสมดุลระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ จึงสามารถบรรลุผลด้านการดูแลสุขภาพ ลดไขมัน สร้างรูปร่าง ความงาม และการรักษาโรคได้ การฝึกโยคะไม่มีข้อจำกัดด้านอายุ กำลังกาย หรือสถานที่ แต่ควรระวังสิ่งต่อไปนี้: 1. ฝึกขณะท้องว่าง หลังรับประทานอาหารต้องรอประมาณ 3 ชั่วโมง ถ้าไม่เคยหรือไม่เหมาะกับการว่างท้อง อาจรับประทานอาหารเบา ๆ ที่ย่อยง่าย เช่น นม โยเกิร์ต น้ำผึ้ง ผลไม้ ได้ก่อนฝึก 1 ชั่วโมง หลังฝึก อาจมีอาการลดความอยากอาหาร เพิ่มการปล่อยลม ขับถ่าย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ 2. ลดการสวมใส่สิ่งของที่ขัดขวาง ควรสวมเสื้อผ้าที่ยืดหยุ่น ถอดนาฬิกา แว่นตา สร้อยคอ ฯลฯ ควรฝึกโดยเปล่าเท้า ถ้าอากาศหนาว ควรอบอุ่นเท้า 3. ฝึกทุกวัน สามารถทำครั้งเดียวหรือแบ่งเป็นหลายครั้ง แต่ละท่าฝึก 3–5 ครั้ง ระหว่างนั้นต้องพักผ่อน 4. ห้ามฝึกขณะป่วยหนัก หรือหลังผ่าตัด ช่วงมีประจำเดือน ควรฝึกตามสภาพร่างกาย หลีกเลี่ยงท่าหงุดหงิด และท่าที่มีความยากหรือแรง ผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือหลังคลอด ควรฝึกภายใต้การแนะนำของครูผู้เชี่ยวชาญ 5. ห้ามให้ผู้อื่นช่วยทำท่า หรือพูดคุยระหว่างฝึก 6. ห้ามฝึกโยคะ 30 นาทีก่อนหรือหลังอาบน้ำ เพราะหลังฝึกร่างกายจะรู้สึกไวต่อสิ่งกระตุ้น ความเย็น-ร้อนสลับกัน อาจทำให้ร่างกายบาดเจ็บ และยังใช้พลังงานสะสมของร่างกาย จึงไม่ควรฝึกก่อนอาบน้ำ ทั้งนี้ หลังอาบน้ำ กระแสเลือดไหลเร็วขึ้น ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ หรือโรคไทรอยด์ ไม่ควรฝึกโยคะ เมื่อฝึกโยคะ ควรระวังว่า โยคะไม่ใช่กีฬาแข่งขัน ควรเลือกท่าที่เหมาะสมกับร่างกายของตนเอง ควบคู่กับการหายใจ ยืดเหยียดอย่างช้า ๆ ภายในขอบเขตที่ร่างกายทนได้ ควรฝึกภายใต้การแนะนำของครูผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้ ท่าที่ยากมากบางอย่าง อาจเหมาะกับคนที่มีเส้นเอ็นยืดหยุ่นตั้งแต่เกิด หรือฝึกมาตั้งแต่เด็ก ผู้ที่เริ่มฝึกโยคะหลังวัยผู้ใหญ่ ไม่ควรทำท่าเหล่านี้
|