ช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง ความร้อนยังคงเหลืออยู่ อุณหภูมิยังสูง จึงไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าเพิ่มทันที ไม่ต้องรีบเพิ่มเสื้อผ้า ช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง อุณหภูมิเริ่มลดลง แม้เย็นแต่ไม่หนาวมาก จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ "การแช่เย็น" โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว ควรควบคุมการใส่เสื้อผ้า ให้ร่างกายได้ "แช่เย็น" บ้าง เพื่อป้องกันเหงื่อออกมากจนทำให้พลังงานภายในเสื่อมโทรม ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างตอนเช้าและตอนเย็นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนจากฤดูใบไม้ร่วงไปสู่ฤดูหนาว มักมีอากาศเย็นจัดพุ่งเข้ามา ทำให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว หากยังยึดมั่นในการ "แช่เย็น" อย่างเดียว จะกลายเป็นผลตรงข้ามได้ ประเทศของเราทั้งภาคใต้และภาคเหนือมีความแตกต่างกันในด้านภูมิศาสตร์ จึงมีความแตกต่างกันในด้านสภาพอากาศ โดยทั่วไป ภาคใต้จะมีอากาศเย็นช้า ความแตกต่างของอุณหภูมิในแต่ละวันไม่สูงมาก บางทีเข้าฤดูหนาวก็ยังไม่หนาวมาก จึงไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าเพิ่มเร็ว และสามารถขยายระยะเวลา "การแช่เย็น" ได้ แต่ภาคเหนือต่างออกไป อาจหนาวทันที ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนสูง จึงควรระวังอย่า "แช่เย็น" แบบไม่คิด เพราะอาจทำให้ร่างกายติดเชื้อโรคจากลมหนาวได้ ในด้านร่างกายมนุษย์ เด็กเป็นร่างกายที่ยังไม่สมบูรณ์ อยู่ในช่วงพัฒนาการ ความสามารถในการปรับตัวต่ำ เมื่อเผชิญกับความเย็น ร่างกายจะตอบสนองอย่างไม่ดี ทำให้เกิดโรคเรื้อรัง เช่น ปอดอักเสบ หรือหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน ผู้สูงอายุ ร่างกายเสื่อม ภูมิคุ้มกันลดลง ความสามารถในการป้องกันความเย็นลดลง ความเย็นอาจทำให้หลอดลมและหลอดเลือดหดตัว ทำให้โรคเรื้อรัง เช่น โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคหอบหืด กลับเป็นซ้ำ หรือบางคนที่มีโรคหัวใจขาดเลือดอาจเกิดอาการหัวใจวาย หรือผู้ป่วยความดันโลหิตสูงอาจเกิดภาวะสมองขาดเลือด ดังนั้น ผู้สูงอายุและเด็กควรระวัง "การแช่เย็น" อย่างยิ่ง!
|