วิธีเก็บรักษาชา ชาเป็นสิ่งที่ง่ายต่อการเสื่อมสภาพ ความร้อน ความชื้น กลิ่นแปลก แสงสว่าง ออกซิเจน และจุลินทรีย์ต่างๆ ล้วนส่งผลต่อคุณภาพของชา ดังนั้นต้องเก็บรักษาอย่างเหมาะสม ต้องเข้าใจลักษณะเฉพาะของชาให้ดีก่อน ชาเป็นสิ่งที่มี 3 คุณสมบัติ ได้แก่ ดูดซับความชื้น ความเสื่อมสภาพ และดูดซับกลิ่นแปลก ดังนั้นเวลาเก็บรักษา ต้องระวังเรื่องความชื้น รา ความเสื่อม กลิ่นแปลก ชาเป็นโครงสร้างที่โปร่ง ประกอบด้วยสารที่ดูดซับน้ำได้ดี จึงดูดซับความชื้นได้มาก ถ้ามีน้ำในชาเกิน 12% จะเกิดราหรือเสื่อมสภาพได้ ดังนั้น ต้องเก็บชาไว้ในที่แห้ง ลมพัดได้ สารหอมในชาเปราะบาง คลอโรฟิลล์และแทนนินจะถูกออกซิไดซ์ง่าย ถ้าเก็บไว้นาน กลิ่นจะลดลง น้ำชาจะกลายเป็นสีเทา หรือขุ่น ดังนั้น ควรซื้อชาในปริมาณที่ใช้หมดภายใน 1 เดือน ถ้าซื้อชาบรรจุในกระดาษหรือกล่องกระดาษ ควรนำเข้าภาชนะปิดสนิท เช่น ขวดหรือกล่อง ปิดให้แน่น ป้องกันแสง ชาประกอบด้วยสารเทอร์พีน โครงสร้างมีรูพรุน ดูดซับกลิ่นแปลกได้ง่าย ต้องแยกออกจากสิ่งที่มีกลิ่นแรง เช่น พริกไทย ลูกปัดก๊อก สบู่ น้ำมันเบนซิน เหล้า ปลาแห้ง ฯลฯ ชาแต่ละระดับ ชนิดต่างกัน ควรแยกเก็บ ชาที่ใช้บ่อย ควรแยกบรรจุ ลดการสัมผัสกับอากาศ ชาคุณภาพสูงควรใส่ในภาชนะปิดสนิทพิเศษ ควรเติมให้เต็ม ไม่เหลือช่องว่าง เพื่อรักษาคุณภาพของชาได้ดีที่สุด ภาชนะเก็บรักษาชา ควรใช้ภาชนะทำจากตะกั่ว ปิดสนิท ป้องกันความชื้นและออกซิเดชัน ภาชนะอื่นๆ เช่น กล่องไม้ กล่องเหล็ก ขวดแก้ว ฯลฯ ก็ใช้ได้ ภาคใต้ใช้กล่องไม้ไผ่ หรือท่อนไม้ไผ่ แต่ในภาคเหนือ กล่องไม้ไผ่อาจแห้ง แตก รั่ว ภาคเหนือควรใช้กล่องไม้ หรือกล่องเหล็ก กล่องไม้ช่วยป้องกันความชื้น กล่องเหล็กปิดสนิท สวยงาม ใช้งานสะดวก หากต้องการเก็บรักษาชาเป็นระยะเวลานาน ต้องใช้มาตรการอย่างเข้มงวด หลังบรรจุชาแล้ว ควรปิดฝาให้แน่น ใช้เทปปิดรอยต่อของฝา ห่อภายนอกด้วยถุงไนลอน 2 ชั้น แล้วผูกให้แน่น ถ้ามีปริมาณมาก สามารถเก็บในกระปุกเซรามิก แต่ก่อนใส่ ควรห่อชาเป็นก้อนด้วยกระดาษขาว ผูกด้วยเชือก วางไว้รอบๆ กระปุก ตรงกลางวางถุงปูนขาว 1 ถุง เพื่อดูดซับความชื้น ใช้ที่รองด้วยผ้าหรือผ้าขนหนูกดให้แน่น ปิดฝากระปุกให้แน่น ทุก 1-2 เดือน ควรเปลี่ยนถุงปูนขาว อย่าใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อชา เพราะหมึกบนกระดาษจะปนเปื้อนชา ดื่มแล้วอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
|