อาหารต้องสะอาด คำพูดโบราณว่า “โรคเกิดจากปาก” สะท้อนความสำคัญของการดูแลสุขภาพอาหาร แต่มีบางคนไม่ให้ความสำคัญ คำพูดว่า “ไม่สะอาดก็ไม่เป็นไร กินแล้วก็ไม่เป็นโรค” ยังคงดังก้องอยู่ในหูคนหลายคน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท หรือพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ชาวจีนโดยทั่วไปมีประเพณีการดูแลสุขภาพอาหารมาอย่างยาวนาน นักปราชญ์ใหญ่ชื่อจื่อซือได้เสนอแนะเรื่องอาหารที่ไม่ควรกินไว้ตั้งแต่สมัยก่อน: “อาหารที่เน่าเสีย ปลาเน่า หรือเนื้อเน่า ไม่ควรกิน; สีเปลี่ยน ไม่ควรกิน; กลิ่นเหม็น ไม่ควรกิน; ปรุงไม่ถูกวิธี ไม่ควรกิน; ตัดไม่ตรง ไม่ควรกิน; …” ข้อสำคัญที่สุดคือ ห้ามกินอาหารที่เน่าเสีย คำว่า “ซีเอ๋อเอ๋อ” หมายถึง อาหารที่เก็บไว้นานจนเน่าเสีย; “อู๋หนี” หมายถึง ปลาเน่าเสีย; “ปั่วเป่า” หมายถึง เนื้อเน่าเสีย อาหารเหล่านี้ไม่ควรกิน ถ้ากินอาจทำให้เกิดอาการเป็นพิษจากอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำมาก เช่น ปลา เนื้อ ไข่ ผลไม้ ผัก ซึ่งในอากาศร้อนจัด อาจเน่า หมัก หรือขึ้นราภายในระยะเวลาสั้น ๆ วิธีป้องกันการเน่าเสียของอาหารมีหลายวิธี หนึ่งในนั้นคือการแช่เย็น ซึ่งการลดอุณหภูมิสิ่งแวดล้อมสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ลดกิจกรรมของเอนไซม์ และลดอัตราปฏิกิริยาเคมีในอาหาร แต่การแช่เย็นไม่สามารถฆ่าจุลินทรีย์ได้ และไม่สามารถทำลายเอนไซม์ได้ ดังนั้น ระยะเวลาการเก็บรักษาย่อมจำกัด ปัจจุบัน มีบางคนชอบซื้ออาหารจำนวนมากมาเก็บในตู้เย็นในช่วงเทศกาลปีใหม่ แต่หากเก็บนานเกินไป ก็ยังอาจเน่าเสียได้ ภาชนะครัวเรือนมักมีแบคทีเรีย ไวรัส ไข่寄生虫ติดอยู่ ดังนั้น ควรทำความสะอาดและฆ่าเชื้อภาชนะเป็นประจำ ควรล้างภาชนะให้สะอาดก่อนฆ่าเชื้อ ใช้น้ำอุ่นหรือสบู่เพื่อลดคราบไขมัน ทำให้ประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อเพิ่มขึ้น วิธีฆ่าเชื้อที่นิยมใช้ ได้แก่ การต้ม ไอน้ำ และการใช้คลอรีน (ไฮโปคลอไรด์) น้ำมันอาหาร หรืออาหารที่มีน้ำมันสูง เช่น ขนมปัง ขนมอบ แฮม ไส้กรอก ฯลฯ ในการเก็บรักษา อาจเกิดกลิ่นเหม็น “ฮารา” ซึ่งในทางเคมีเรียกว่า ไขมันเสีย หลังจากไขมันเสีย ไม่เพียงแต่ทำให้อาหารเปลี่ยนรส ลดคุณค่าทางโภชนาการ แต่ยังเป็นอันตรายต่อร่างกาย ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เพราะกระตุ้นเยื่อบุทางเดินอาหาร บางคนชอบใช้หนังสือพิมพ์ห่ออาหาร แต่หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือ ที่พิมพ์ด้วยหมึกมีสารพิษหลายคลอรีน ซึ่งเป็นสารพิษที่มีความอันตรายสูง นอกจากนี้ หนังสือเก่า หนังสือพิมพ์ยังมีแบคทีเรีย ไข่พยาธิ และไวรัสจำนวนมาก นำมาห่ออาหาร จึงทำให้เกิดการปนเปื้อนอาหาร กระทบต่อสุขภาพร่างกาย โดยทั่วไป ถั่วมันที่งอกแล้ว ไม่ควรกิน เพราะถั่วมันมีสารอัลคาลอยด์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ปกติ ปริมาณสารนี้ในถั่วมันมีน้อยมาก แต่เมื่อถั่วมันเริ่มงอก ยอด ราก หรือบริเวณที่เน่า สารอัลคาลอยด์จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากกินเข้าไป อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย รุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะหายใจลำบาก หมดสติ หากถั่วมันงอกไม่มาก ควรขูดยอดออกให้หมด และตัดส่วนที่เขียวออก แล้วแช่ในน้ำเย็นประมาณ 1 ชั่วโมง สารพิษอัลคาลอยด์จะละลายน้ำได้ แล้วปรุงด้วยการใส่น้ำส้มสายชู ต้มให้สุกนิ่ม ก็จะกำจัดพิษได้
|