ถั่วหมักเป็นอาหารดั้งเดิมของจีน คล้ายกับซอสถั่วเหลือง ถือเป็นเครื่องปรุงรสที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน ใช้ปรุงผัก ต้มปลา หรือต้มเนื้อ ยังสามารถกินเป็นอาหารเดี่ยว ผัด หรือต้ม หรือใช้น้ำที่แช่ถั่วหมักแทนน้ำปลาได้ ถั่วหมักทำจากถั่วเหลืองหรือถั่วเขียว ผ่านกระบวนการล้าง นึ่ง ต้ม แล้วปล่อยให้หมักในถัง ใส่เกลือ แล้วตากแดดจนแห้ง แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ถั่วหมักเค็มและถั่วหมักหวาน ตามปริมาณเกลือที่ใส่ รายงานระบุว่า ถั่วหมักเดิมเคยถูกเรียกว่า “ยูจี” เพราะในสมัยโบราณ ถั่วถูกเรียกว่า “ชู” “ยูจี” หมายถึง ถั่วที่ต้มแล้ว ปิดไว้ให้หมัก จนถึงสมัยฉิน จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ถั่วหมัก” ซึ่งยังใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ถั่วหมักได้รับความนิยมเพราะไม่เพียงแต่รสชาติอร่อย แต่ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีโปรตีน ไขมัน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก โคบอลต์ เซเลเนียม มูลิบเดน วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 ฯลฯ งานวิจัยพบว่า คุณค่าทางโภชนาการของถั่วหมักแทบเทียบเท่ากับเนื้อวัว โปรตีนในถั่วหมักมี 39.3% ขณะที่เนื้อวัวมี 22.7% ไขมันในถั่วหมักมี 8.2% ขณะที่เนื้อวัวมี 4.9% งานวิจัยยังพบว่า โคบอลต์ในถั่วหมักมีปริมาณสูงถึง 40 เท่าของข้าวสาลี มีประโยชน์ต่อการป้องกันโรคหัวใจ โมลิบเดน 50 เท่าของข้าวสาลี เซเลเนียมสูงกว่าอาหารที่มีเซเลเนียมสูงอย่างกระเทียมและหัวหอม ซึ่งโมลิบเดนและเซเลเนียมมีฤทธิ์ต้านมะเร็งสูง ถั่วหมักยังมีสารอูเรียฮอร์โมนจำนวนมากที่ช่วยละลายลิ่มเลือด ช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในสมอง ช่วยปรับปรุงการไหลเวียนเลือดในสมอง และมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ในแพทย์แผนจีน ถั่วหมักมักใช้รักษาอาการเสมหะมาก แน่นหน้าอก อาเจียน ท้องอืด ความจำเสื่อม หรือเมาเหล้า นายแพทย์หลี่ซีเชียน แห่งสมัยหมิงวิเคราะห์ว่า “ถั่วเขียวมีธรรมชาติธรรมดา แต่เมื่อทำเป็นถั่วหมักจะมีธรรมชาติอุ่น ผ่านการนึ่งและหมัก จึงสามารถขับออกได้ ใช้กับกระเทียมจะทำให้เหงื่อออก ใช้กับเกลือจะทำให้อาเจียน ใช้กับแอลกอฮอล์จะรักษาโรคพิษ ใช้กับกระเทียมจะหยุดเลือด ผัดจนสุกจะช่วยหยุดเหงื่อ คล้ายกับคุณสมบัติของรากสมุนไพรหม่อน” แพทย์สมัยใหม่เชื่อว่า ถั่วหมักมีฤทธิ์ขับพิษ ขจัดความร้อน ขจัดพิษ ใช้รักษาอาการปวดศีรษะจากพิษ แน่นหน้าอก อาเจียน เสมหะมาก ความร้อนในร่างกาย
|