เมื่อเทียบกับคนรุ่นใหม่ที่ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักแสดงพฤติกรรมตรงข้าม คือ นำอาหารที่เหลือมาอุ่นซ้ำหลายครั้ง ทิ้งไว้หลายวันก็ยังไม่ยอมทิ้ง ดร.หวังเซิ่ยหมิน หัวหน้าแผนกเวชศาสตร์ภายใน โรงพยาบาลหวังจิง สถาบันวิจัยแพทย์แผนจีนจีน กล่าวว่า ผู้สูงอายุที่มาพบแพทย์เพราะกินอาหารที่เหลือจนเกิดโรคทางเดินอาหารมีจำนวนมาก อาการเบาอาจเป็นเวียนหัว ใจสั่น อาการหนักอาจอาเจียน ท้องเสีย บางรายอาจเกิดโรคอื่น ๆ ตามมา เขาเชื่อว่า อาหารควรกินให้หมดในวันเดียวกัน อาหารที่เหลือหรือเก็บไว้นานหรือเก็บไม่ถูกวิธีจะเกิดสารพิษ ซึ่งเชื้อโรคจำนวนมากสามารถขยายพันธุ์ได้แม้ในอุณหภูมิเย็น เช่น เชื้อเยอร์ลี หรือเชื้อลิสติเรีย สามารถขยายพันธุ์ได้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4–6 องศาเซลเซียส หากจำเป็นต้องเก็บอาหารที่เหลือ ควรเก็บอย่างถูกวิธี อาหารต้ม อาหารต้ม หรืออาหารผัด ต้องต้มให้เดือดก่อน ใส่ในภาชนะที่มีฝา ให้เย็นก่อน จึงใส่ตู้เย็น อาหารที่เหลือต้องต้มให้เดือดก่อนกิน อาหารสลัด อาหารหมัก หรืออาหารเค็ม ควรใส่ตู้เย็นทันที หรือแช่แข็ง ครั้งต่อไปกินต้องต้มให้เดือด หรือปรับเปลี่ยนเป็นอาหารต้ม หรืออาหารต้ม อาหารทะเลที่กินแล้ว ควรระวังมากที่สุด สำหรับผักที่คนส่วนใหญ่คิดว่าไม่ทำให้เกิดโรค แต่เมื่อทิ้งไว้หนึ่งคืน สารไนเตรตจะเพิ่มขึ้น ยิ่งทำให้พิษแรงขึ้นเมื่อต้ม ดังนั้น ผักจึงเป็นอาหารที่ไม่ควรกินทิ้งไว้หนึ่งคืน อาหารที่มีแป้งก็ควรกินให้หมดในครั้งเดียว ขนมจีน ฯลฯ ควรกินภายใน 4 ชั่วโมง แม้ยังไม่เสียกลิ่น ก็อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ นอกจากอาหารที่เหลือ ควรจัดการกับข้าวที่เหลืออย่างถูกต้อง ควรแยกข้าวที่เหลือให้เป็นก้อนเล็ก ๆ วางไว้ในที่อากาศถ่ายเท แห้ง และสะอาด หลังจากข้าวเย็นลงถึงอุณหภูมิห้อง จึงใส่ตู้เย็น ควรเก็บข้าวที่เหลือไม่เกิน 1 วัน ข้าวเช้าที่เหลือกินตอนกลางวัน ข้าวกลางวันที่เหลือกินตอนเย็น ควรเก็บให้ระยะเวลาน้อยที่สุด 5–6 ชั่วโมง อย่ากินข้าวที่ต้มด้วยน้ำร้อนหรือน้ำซุป อย่าใส่ข้าวที่เหลือลงไปในข้าวใหม่ ป้องกันการต้มไม่ทั่ว ในการทำอาหาร อาจใส่ข้าวที่เหลือร่วมกับข้าวเปล่าลงหม้อพร้อมกัน ควรเน้นย้ำว่า เมื่อข้าวที่เหลือทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ มักดูเหมือนปกติ ดังนั้น แม้ข้าวที่เหลือจะดูปกติ ต้องต้มให้เดือดก่อนกิน
|