การบำบัดด้วยโยคะใช้ท่าทางและท่าทางหลากหลาย นักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้ทำการวิจัยทางสรีรวิทยาเกี่ยวกับท่าต่าง ๆ โดยบันทึกการหายใจ ความดันโลหิต และอัตราการเต้นของหัวใจอย่างต่อเนื่อง แล้วเลือกท่าทางเช่น งูตาแวว ท่าม้า ท่าเต่า ท่าอูฐ ท่าแมงมุม ท่าแมลงสาบ เป็นต้น ท่าทางโยคะมักใช้ชื่อจากสัตว์ เพราะท่าทางของสัตว์เป็นธรรมชาติ เมื่อมนุษย์ยืนตัวตรงด้วยขาสองข้าง จึงต้องใช้ท่าทางที่ไม่เป็นธรรมชาติ ทำให้กระดูกสันหลังต้องรับภาระหนัก จึงเกิดอาการปวดหลัง ปวดเอว และอวัยวะภายในล้มตัวได้ง่าย การใช้ท่าทางธรรมชาติของสัตว์สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการบำบัดได้ ขณะควบคุมลมหายใจ ควรหายใจแบบท้อง หรือหายใจพร้อมนับจำนวน ขณะจดจ่อ ควรโฟกัสกับปัญหาหนึ่งหรือจุดใดจุดหนึ่งของร่างกาย เช่น มองไปที่ปลายจมูกด้วยตาครึ่งเปิดครึ่งปิด ขณะคงความตื่นตัวไว้ จิตใจควรอยู่กับตัวเอง ขณะทำสมาธิ ควรทำให้ตนเองสัมผัสกับสภาพแวดล้อมอย่างสมบูรณ์ ลบความขัดแย้งออก ทำให้ความคิดและความกระทำสอดคล้องกัน งานวิจัยยืนยันว่า การควบคุมลมหายใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการบำบัดด้วยโยคะ การควบคุมลมหายใจจึงสามารถควบคุมท่าทางได้ รวมถึงควบคุมความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ และยังมีผลปรับสมดุลระบบอัตโนมัติอื่น ๆ ได้ การบำบัดด้วยโยคะสามารถทำได้สัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง จำนวนผู้เข้าร่วมประมาณ 10 คน ขั้นตอนเริ่มต้นคือการทำท่าทางต่าง ๆ ตามด้วยการฝึกหายใจ จากนั้นทำสมาธิ 20 นาที หลังการบำบัดแต่ละครั้ง สามารถอภิปรายเรื่องโยคะกับโรคทางจิตใจและร่างกายได้อย่างเสรี ซึ่งจะได้ผลดีจากการบำบัดแบบกลุ่ม การบำบัดด้วยโยคะมักใช้ร่วมกับวิธีการอื่น ๆ สำหรับโรคที่เหมาะกับการรักษา ได้แก่ ภาวะเครียด ภาวะกังวล ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจจากความเครียด ฯลฯ สำหรับภาวะบังคับ ภาวะซึมเศร้า ถือว่าเป็นภาวะที่มีความเหมาะสมปานกลาง ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคฮิสเทเรีย
|