ท่าทางร่างกายที่ไม่ดีเกิดจากความเสื่อมของร่างกายตามกาลเวลา ทำให้เส้นเอ็น (กล้ามเนื้อ สายเอ็น) ตึง ร่างกายกลายเป็นแข็ง บางครั้งรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง อาการปวดเมื่อยบริเวณหลัง คอ ไหล่ ขัดขวางการไหลเวียนพลังงานในท่อกระดูกสันหลัง ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าตลอดเวลา หลอดเลือดแดงมีการสะสมไขมันสีเหลือง ทำให้หลอดเลือดแข็ง แตกง่าย หลอดเลือดที่แข็งตัว นำไปสู่ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงทำให้เกิดโรคหัวใจได้ง่าย เมื่อหลอดเลือดแตก อาจเกิดเลือดออกในร่างกาย ถ้าแตกที่สมอง เรียกว่าภาวะสมองขาดเลือด ถ้าแตกที่หัวใจ เรียกว่าหัวใจวาย การหมุน ยืด งอ ท่าต่างๆ ของโยคะ ค่อยๆ ยืดเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ลดความเจ็บปวดจากการกดทับของเส้นประสาท การหมุนและยืดตัวช่วยยืดหลอดเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดยืดหยุ่นขึ้น ลดโอกาสการแตก เช่น ท่าหัวกลับ ท่าวงล้อ ทำให้ร่างกายหันกลับด้านล่าง ทำให้เลือดไหลเวียนเข้าสู่สมองมากขึ้น ส่งเสริมการไหลเวียนโลหิต ทำให้จิตใจตื่นตัว สดชื่น การกระตุ้นจุดพลังงาน (Chakras) กระตุ้นต่อมไร้ท่อ ทำให้ผลิตฮอร์โมนต่างๆ ฮอร์โมนไหลเวียนในเลือด กระทบต่ออวัยวะทุกส่วน จุดพลังงานควบคุมการทำงานของร่างกายและจิตใจ ถ้าต่อมไร้ท่อทำงานปกติ ร่างกายก็จะทำงานปกติ ถ้าต่อมไร้ท่อทำงานผิดปกติ จะก่อให้เกิดโรคทางร่างกายและจิตใจ การฝึกโยคะจึงเพื่อควบคุมต่อมไร้ท่อ ให้ทำงานได้สมดุล ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย จุดพลังงาน ได้แก่ ต่อมพีนีล (pineal), ต่อมเพศ (gonads), ต่อมใต้สมอง (pituitary), ต่อมไทมัส (thymus), ต่อมหมวกไต (adrenals), ต่อมตับอ่อน (pancreas), ต่อมไทรอยด์ (thyroid) และต่อม副ไทรอยด์ (parathyroid) ขณะออกกำลังกาย น้ำตาลในเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี น้ำตาลกลายเป็นแลคติกแอซิด รวมกับออกซิเจน สร้างคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ถูกขับออกเป็นอากาศ น้ำถูกขับออกมาเป็นเหงื่อ ถ้าเลือดไม่มีออกซิเจนเพียงพอที่จะรวมกับแลคติกแอซิด แลคติกแอซิดจะสะสมในกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เมื่อเราฝึกโยคะ ซึ่งเน้นการหายใจช้า ละเอียด และลึก ทำให้ปริมาณออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้น จึงไม่เกิดการสะสมแลคติกแอซิดในกล้ามเนื้อ จึงไม่เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ผู้เริ่มต้นมักมีร่างกายแข็ง หลังฝึกโยคะ ข้อต่อและแขนขาจะเบาสบาย ยืดหยุ่นขึ้น
|