ใกล้ถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ขนมไหว้พระจันทร์กลายเป็นของขวัญที่คนรู้จักกันทั่วไป นักโภชนาการชี้ว่า ผู้ป่วย 8 กลุ่มนี้ ห้ามกินขนมไหว้พระจันทร์ เพราะอาจทำให้สุขภาพเสียหาย หรือทำให้อาการกำเริบ 8 กลุ่มนี้ ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ แผลในลำไส้เล็ก หินในถุงน้ำดี โรคกระเพาะอาหาร โรคตับอ่อนอักเสบ แบ่งขนมไหว้พระจันทร์ตามส่วนผสมเป็น 3 ประเภท: ประเภทหนึ่ง มีไขมันและน้ำตาลสูงมาก เช่น ขนมไหว้พระจันทร์ไข่ดาว ขนมไหว้พระจันทร์ลูกเดือย ประเภทที่สอง ไขมันต่ำ แต่น้ำตาลสูง เช่น ขนมไหว้พระจันทร์ห้าชนิด ขนมไหว้พระจันทร์ถั่วแดง ประเภทที่สาม คือ ขนมไหว้พระจันทร์ "ไม่มีน้ำตาล" ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้หมายถึงไม่มีน้ำตาล แต่เป็นเพียงไม่มีน้ำตาลทราย ผู้ป่วยเบาหวานต้องหลีกเลี่ยงอาหารหวาน ไม่ควรกินขนมไหว้พระจันทร์เป็นอาหารหลัก เพราะไส้ขนมมักมีถั่วแดง ลูกเดือย หรือเนยหมู ซึ่งมีน้ำตาลและไขมันสูง แป้งหุ้มด้านนอกเป็นแป้งมัน ใช้ไขมันสัตว์มากในการทำ ถ้ากินมากเกินไป ระดับน้ำตาลจะพุ่งสูงทันที ไขมันก็จะเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป ถ้ากินขนมไหว้พระจันทร์ในวันนั้น ควรลดปริมาณข้าวและไขมันที่กินเพื่อสมดุลพลังงานในวันนั้น แม้แต่ขนมไหว้พระจันทร์ "ไม่มีน้ำตาล" ก็ไม่ควรกินมาก ขนมไหว้พระจันทร์ "ไม่มีน้ำตาล" ใช้สารให้ความหวานเพื่อปรับรส แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีน้ำตาล รวมถึงขนมไหว้พระจันทร์ที่มีไส้ผลไม้ ผัก ถึงแม้จะมีแป้งในเปลือก คาร์โบไฮเดรตเหล่านี้ก็อาจเปลี่ยนเป็นกลูโคส ทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้น ผู้ป่วยไขมันในเลือดสูงควรระวังไข่แดงในขนมไหว้พระจันทร์ เพราะมีคอเลสเตอรอลสูง แนะนำให้จำกัดปริมาณคอเลสเตอรอลที่บริโภคต่อวันไม่เกิน 400 มิลลิกรัม แต่ไข่แดง 1 ฟองมีคอเลสเตอรอล 600-1500 มิลลิกรัม ผู้ป่วยไขมันในเลือดสูงควรกินขนมไหว้พระจันทร์ที่มีไข่แดงเพียงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้กระทบต่อโรค ขนมไหว้พระจันทร์ส่วนใหญ่มีพลังงานสูง ผู้ที่อ้วน หรือมีน้ำหนักเกินควรระวังมาก ขนมไหว้พระจันทร์ไข่แดง 1 ชิ้น มีพลังงาน 250 แคลอรี ขนมไหว้พระจันทร์ขนาด 4-5 ออน มีพลังงาน 500 แคลอรี เทียบเท่ากับข้าวสวย 2 ถ้วย ผู้สูงอายุและเด็กเล็กมีระบบย่อยอาหารอ่อนแอ ถ้ากินมากเกินไป จะเพิ่มภาระให้ม้ามและลำไส้ ทำให้ย่อยไม่ดี ท้องเสีย
|