เนื้อแกะมีฤทธิ์อบอุ่น ควรบริโภคในฤดูหนาว อย่างไรก็ตาม เนื้อแกะมีลักษณะอุ่นร้อน ทานบ่อยๆ อาจทำให้ร่างกายร้อนเกินไป ดังนั้น ควรกินคู่กับผักที่มีลักษณะเย็นหรือรสหวานกลาง เพื่อช่วยลดความร้อน บรรเทาอาการพิษ ลดไฟในร่างกาย ผักที่มีลักษณะเย็น ได้แก่ ฟักทอง ฟักทองขาว ผักคะน้า ผักบุ้ง ผักกาดขาว ดอกไม้หอม เห็ด หัวบีบ แครอท หน่อไม้ ผักคะน้า ฯลฯ ส่วนมันเทศ มันฝรั่ง เห็ดหอม เป็นผักที่มีรสหวานกลาง ควรกินเนื้อแกะคู่กับเต้าหู้ เพราะเต้าหู้สามารถเสริมแร่ธาตุต่างๆ ได้ รวมถึงแคลเซียมในเต้าหู้ (石膏) ที่ช่วยลดความร้อน บรรเทาอาการเจ็บปวด ลดความกระหาย หากนำเนื้อแกะกับหัวหอมทำเป็นอาหารจานเดียว จะช่วยใช้ประโยชน์จากหัวหอมที่มีลักษณะเย็น ช่วยลดอาการคั่งค้าง ขับเสมหะร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกเครื่องปรุงสำหรับทำเนื้อแกะก็มีความสำคัญเช่นกัน ควรใส่ขิงที่ยังไม่ขูดเปลือก เพราะเปลือกขิงมีลักษณะเย็น ช่วยลดความร้อน บรรเทาอาการปวด ขจัดลมชื้น รวมถึงช่วยลดกลิ่นเหม็นของเนื้อแกะ เมื่อปรุงเนื้อแกะ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องปรุงที่มีลักษณะอุ่นร้อน เช่น พริกแดง พริกไทย ขิง อบเชย ผักชีฝรั่ง แต่สามารถใส่หัวใจลูกเดือย ซึ่งมีฤทธิ์ลดความร้อนในหัวใจได้ แม้การกินเนื้อแกะจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีข้อห้ามในการจัดอาหารประกอบกัน ห้ามกินพร้อมน้ำส้มสายชู เพราะหลายคนชอบกินเนื้อแกะคู่กับน้ำส้มสายชูเพื่อเพิ่มรสชาติ แต่เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เพราะเนื้อแกะมีลักษณะอุ่น ช่วยเสริมพลังงาน บำรุงร่างกาย แต่น้ำส้มสายชูมีโปรตีน น้ำตาล วิตามิน กรดอะซิติก และกรดอินทรีย์อื่นๆ มีลักษณะอุ่น ควรใช้คู่กับอาหารเย็น ไม่เหมาะกับเนื้อแกะที่มีลักษณะอุ่น ห้ามกินพร้อมฟักทอง เพราะอาจทำให้เกิดอาการเหลืองผิวและโรคเท้าบวม ห้ามดื่มชาทันทีหลังกินเนื้อแกะ เพราะเนื้อแกะมีโปรตีนสูง ขณะที่ชาอุดมไปด้วยแทนนิน หลังกินเนื้อแกะแล้วดื่มชาทันที จะเกิดสารที่เรียกว่า "โปรตีนแทนนิน" ซึ่งทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ง่าย ผู้ป่วยโรคตับอักเสบห้ามกินเนื้อแกะ เนื้อแกะมีรสหวาน อุ่นร้อนมาก หากกินมากเกินไปจะกระตุ้นให้โรคเกิดขยายตัว ทำให้โรคลุกลาม ทั้งยังมีโปรตีนและไขมันจำนวนมาก ซึ่งตับที่มีปัญหาไม่สามารถเผาผลาญ ย่อยสลาย ดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เพิ่มภาระต่อตับ อาจทำให้เกิดโรคได้
|