เมื่อวานนี้ ในการประชุมวิชาการ “เปิดประตูสู่จิตใจ ร่วมกันใส่ใจเรื่องการนอนหลับ” ที่จัดโดยสมาคมแพทย์จีนและซีโนฟี ซานเดลาฟ นักวิจัยต่างเห็นว่า ความเข้าใจและการจัดการปัญหาการนอนไม่หลับของผู้คนมีความแตกต่างกันอย่างมาก ศาสตราจารย์โก่รันไฮ มหาวิทยาลัยรีเกนเบิร์ก ประเทศเยอรมนี กล่าวว่า ประมาณ 20%-30% ของประชากรโลกประสบปัญหาการนอนไม่หลับ แต่เพียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “โรคนอนไม่หลับ” หัวข้อวันนอนหลับโลกปีนี้คือ “นอนให้สุขภาพดี” ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้การนอนไม่หลับยากต่อการวินิจฉัยคือ ผู้ป่วยไม่พูดคุยกับแพทย์เกี่ยวกับปัญหาการนอนไม่หลับ เพราะกลัวว่าจะดูเป็นเรื่องเล็ก แพทย์เองก็มักมองข้ามปัญหานี้ ทั้งที่การนอนไม่หลับอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง ผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับเป็นครั้งแรก ภายใน 6 ปี ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดจะสูงกว่าคนที่นอนหลับดีถึง 2 เท่า และความเสี่ยงต่อปวดหัวเรื้อรังสูงกว่า 3 เท่า แพทย์มักมองว่าเป็นผลจาก “ความกดดันของชีวิตสมัยใหม่” แต่กลับมองข้ามว่า การนอนไม่หลับเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่โรคทางจิตใจอื่น ๆ ผู้ที่นอนไม่หลับมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าสูงกว่าคนที่ไม่มีปัญหาการนอนไม่หลับถึง 4 เท่า ผู้ป่วยซึมเศร้า 25%-40% มีอาการวิตกกังวลรุนแรง ผู้ติดแอลกอฮอล์ก็มักเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ที่นอนไม่หลับ เมื่อเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์หรือพักผ่อนที่ต่างประเทศไม่ช่วยอะไร ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ผู้ป่วยนอนไม่หลับอาจต้องพึ่งยาแก้นอน เพื่อให้การใช้ยากระตุ้นการนอนหลับปลอดภัยยิ่งขึ้น และลดความเสี่ยงต่อการพึ่งพา นักวิจัยด้านการนอนหลับกำลังใช้แนวทางขนาดยาใหม่ ผลการทดลองทางคลินิก 8 รายการ รวมผู้เข้าร่วมกว่า 6,000 คนจากทั่วโลก แสดงว่า สำหรับผู้ที่ไม่ได้นอนไม่หลับทุกคืน การใช้โซลิพิทา ตามความจำเป็นหรือไม่ต้องใช้ทุกคืน เป็นทางเลือกที่ดี ยาชนิดนี้ช่วยให้หลับเร็วและได้ผลดี พร้อมไม่เกิดอาการถอนตัว สำหรับแพทย์ วิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพและทนได้ดี โดยไม่ต้องใช้ยาต่อเนื่อง หมายถึงการลดความเสี่ยงจากการพึ่งยากระตุ้นการนอนหลับระยะยาว<นอนไม่หลับ>
|