การกินข้าวโพดสดเป็นประจำช่วยยืดอายุและเสริมสร้างสุขภาพ ข้าวโพด ทางเหนือเรียกว่า "บั้งซือ" ทางใต้เรียกว่า "ป่ากู" ปัจจุบันเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้พัฒนาสายพันธุ์ข้าวโพดต่าง ๆ เช่น ข้าวโพดหอม ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเหนียว ข้าวโพดอ่อน และแม้แต่ข้าวโพดสีดำ มีหลากหลายชนิดมาก ข้าวโพดมีสารอาหารที่หลากหลาย นอกเหนือจากสารอาหารทั่วไปแล้ว โปรตีนและไขมันในข้าวโพดสูงกว่าข้าวกล้องและแป้งสาลี โดยไขมันครึ่งหนึ่งเป็นกรดไลโนเลอิก รวมถึงฟอสโฟลิปิด วิตามินเอ และวิตามินอี ซึ่งกรดไลโนเลอิกสามารถลดระดับคอเลสเตอรอล ป้องกันไม่ให้สะสมบนผนังหลอดเลือด จึงมีบทบาทเชิงบวกในการป้องกันความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ-หลอดเลือด นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันพบว่า นมเต็มตัวที่ผลิตจากวัวที่ถูกเลี้ยงด้วยอาหารที่มีน้ำมันข้าวโพด มีสารกรดไลโนเลอิก (CLA) ซึ่งสามารถป้องกันมะเร็งเม็ดสี มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งรังไข่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก เพราะสารนี้สามารถกำจัดอนุมูลอิสระในเซลล์ ปกป้องดีเอ็นเอ (ดีเอ็นเอ) จากความเสียหาย ป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์ที่อาจนำไปสู่มะเร็ง นอกจากนี้ ข้าวโพดยังมีกลูตาไธโอน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็งด้วย สารวิตามินอีในเมล็ดข้าวโพดมีปริมาณสูงมาก ซึ่งช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ปรับสมดุลระบบประสาทและระบบฮอร์โมน และทำให้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอิ่มตัว ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและมีประกายสว่าง นักโภชนาการชี้ว่า หากอาหาร 2/3 เป็นข้าวกล้อง และ 1/3 เป็นข้าวโพด ประสิทธิภาพการใช้โปรตีนจะเพิ่มจาก 58% เป็น 71% ซึ่งเรียกว่า "ปฏิกิริยาเสริมโปรตีน" ควรกินข้าวโพดสดที่สุกประมาณ 6–7 ขั้นตอน เพื่อให้ได้รสชาติที่ดี ถ้าสุกเกินไป น้ำจะมากเกินไป ส่วนโปรตีนจะลดลง รสชาติไม่ดี ควรล้างข้าวโพดให้สะอาด แล้วต้มพร้อมน้ำต้มด้วย หากต้มร่วมกับเปลือกข้าวโพด จะช่วยลดความดันโลหิตได้ดีกว่า
|