กระเทียม หรือที่เรียกอีกชื่อว่า หัวหอม สามารถกินได้ตลอดทั้งปี กระเทียมมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อ และไล่พยาธิในลำไส้ โดยเฉพาะมีประสิทธิภาพในการป้องกันหวัด และโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินอาหาร ในหัวกระเทียมมีสารสองชนิด ได้แก่ อะลิซิน และเอนไซม์อะลิซิน สารทั้งสองชนิดนี้จะอยู่แยกกันในหัวกระเทียม แต่เมื่อหัวกระเทียมถูกบด สารทั้งสองจะสัมผัสกัน ภายใต้การกระตุ้นของเอนไซม์ อะลิซินจะถูกย่อยสลาย กลายเป็นสารที่มีกลิ่นแรง คือ อะลิซิน อะลิซินเป็นของเหลวสีใส หนักกว่าน้ำ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแรง หลังจากกินเข้าไป อะลิซินจะทำปฏิกิริยากับซีสเทอีนในเชื้อแบคทีเรีย สร้างผลึกตกตะกอน ทำลายกลุ่ม SH ที่จำเป็นต่อการเผาผลาญของแบคทีเรีย ทำให้กระบวนการเผาผลาญของแบคทีเรียเสียหาย จึงหยุดการขยายพันธุ์และเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ในชีวิตประจำวัน ควรกินกระเทียมเล็กน้อยเมื่อกินเนื้อสัตว์ เพราะแม้ในเนื้อสัตว์ น้ำมันสัตว์ หรือเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ จะมีวิตามินบี1 จำนวนมาก แต่วิตามินบี1 ในร่างกายมีอายุสั้น ถูกขับออกมาพร้อมปัสสาวะ หากเกิดท้องเสียจากอาหารไม่สะอาด ให้ใช้กระเทียมหัวเดียว บดให้ละเอียด ผสมกับน้ำอุ่นดื่ม หรือใช้กระเทียมบดผสมกับน้ำอุ่นและน้ำผึ้ง ดื่มเพื่อหยุดคลื่นไส้ ใช้กระเทียมสด 3-5 กลีบ รับประทานต่อเนื่องหลายวัน ช่วยป้องกันลำไส้อักเสบ ปวดท้อง ท้องเสีย กระเทียมมีชื่อว่า “ยาฆ่าเชื้อธรรมชาติที่กว้างขวาง” งานวิจัยทางการแพทย์สมัยใหม่พิสูจน์ว่า อะลิซินมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้แรง ต่อเชื้อที่ทำให้เกิดโรค เช่น โปรโตซัวในช่องคลอด อะมีบา ฯลฯ ถ้ารับประทานกระเทียมสดวันละ 1 หัว ต่อเนื่อง จะช่วยป้องกันและรักษาโรคอักเสบของช่องคลอดได้ดี
|