ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จำนวนคนที่ชอบกินผักกาดขาวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่คน больш่ามักมองว่าเป็นผักใบเขียวธรรมดา ละเลยคุณค่าทางโภชนาการที่พิเศษของมัน ความจริงแล้ว ผักกาดขาวมีคุณค่าทางโภชนาการและคุณค่าทางยาสูงมาก ยังเป็นผักพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงของจีน มีต้นกำเนิดจากภาคใต้ของจีน เนื่องจากลำต้นหนา ตั้งตรง โครงสร้างเซลล์แน่น น้ำน้อย ผิวภายนอกมีชั้นเคลือบไขมัน ทำให้กินแล้วรู้สึกกรอบ ไม่แข็ง ไม่เหนียว ซุ่ยตงโป ยังเขียนบทกวีชมว่า “ผักกาดขาวเหมือนเห็ด ฉีกที่ฟันดังสนั่น” ประโยชน์ของการกินผักกาดขาวมีดังนี้: 1. ผักกาดขาวมีเบต้าแคโรทีนและวิตามินซีสูง มากกว่าผักใบเขียวอย่างผักบุ้งและผักกูดที่หลายคนคิดว่ามีวิตามินซีสูง 2. ผักกาดขาวมีสารไกลโคไซด์ซัลเฟอร์ (sulforaphane) ซึ่งเป็นผลผลิตจากการสลายตัวของสารนี้ ถือเป็นสารต้านมะเร็งที่แรงที่สุดในผักที่พบมาจนถึงปัจจุบัน การกินเป็นประจำช่วยลดคอเลสเตอรอล ทำให้หลอดเลือดนิ่ม ป้องกันโรคหัวใจได้ 3. จากมุมมองทางแพทย์แผนจีน ผักกาดขาวมีรสหวาน รสเผ็ด ช่วยขับปัสสาวะ ขจัดเสมหะ ขจัดพิษ บรรเทาอาการลมพิษ อย่างไรก็ตาม ควรกินผักกาดขาวในปริมาณที่พอเหมาะ: ปริมาณไม่ควรมากเกินไป หรือกินบ่อยเกินไป เพราะแพทย์แผนจีนเชื่อว่า ผักกาดขาวมีผลเสียต่อพลังงานธรรมชาติของร่างกาย ถ้ากินเป็นเวลานาน จะกดการทำงานของฮอร์โมนเพศ ตำราแพทย์แผนจีน《เฉินเป่าชิวหยวน》ระบุว่า “ผักกาดขาวมีรสหวาน รสเผ็ด ค่อนข้างเย็น ทำให้พลังงานเสียหาย ทำให้เลือดเสียหาย” ในการปรุงผักกาดขาว ควรใช้วิธีผัดหรือผัดด้วยน้ำมันร้อน ไม่ควรปรุงจนสุกเกินไป เพื่อรักษาความกรอบ ความสด และรสชาติ ผักกาดขาวอ่อนๆ ต้มในน้ำเดือด แล้ววางไว้บนถาดที่มีน้ำแข็ง ปิดด้วยพลาสติก นำผักกาดขาวที่ต้มแล้ววางไว้ สามารถทำเป็น “ผักกาดขาวแช่น้ำแข็ง” ที่มีสีเขียวสด รสชาติอร่อย ความกรอบ ผักกาดขาวมีรสขมเล็กน้อย ดังนั้นก่อนผัดควรลวกด้วยน้ำที่ใส่เบกกิ้งโซดาเล็กน้อย แต่ไม่ควรใส่มากเกินไป เพราะจะทำลายคุณค่าทางโภชนาการของผักกาดขาว ทั้งยังสามารถใส่เกลือ น้ำมันงา หรือไวน์แดงขณะผัดเพื่อเพิ่มรสชาติ
|