ความอยากอาหารลดลง ปากขม ลมพุ่ง รับประทานอาหารเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกแน่นท้องส่วนบน แสบกรด หรือร้อนใน ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากโรคทางเดินอาหารทั้งแบบฟังก์ชันและโครงสร้าง ควรไปตรวจรักษาที่แผนก消化ของโรงพยาบาลอย่างเป็นระบบ เพื่อตรวจสอบหรือตัดโรคทางเดินอาหารหรือโรคทั่วร่างกายออก จากนั้นจึงควรใช้กลยุทธ์การรับประทานอาหารที่แตกต่างกันตามอาการทางเดินอาหารแต่ละชนิด ไม่มีความอยากอาหาร สาเหตุทางฟังก์ชันที่ทำให้ความอยากอาหารลดลงมีหลายประการ ได้แก่ ความเครียดทางจิตใจ ความเหนื่อยล้า และการทำงานของกระเพาะอาหารอ่อนแอ (อาหารในกระเพาะไม่สามารถเคลื่อนตัวออกได้ทันเวลา) แนวทางแก้ไข: ควบคุมอารมณ์ ผ่อนคลายจิตใจ ลดความเร่งรีบในชีวิตประจำวัน พักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะเน้นการรับประทานอาหารสามมื้อให้เป็นเวลา ปริมาณเท่ากัน ห้ามกินมากเกินไปหรือกินเร็วเกินไป ควรเพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง หายใจอากาศบริสุทธิ์บ่อยๆ ในการรับประทานอาหาร ควรหลากหลายประเภท หลีกเลี่ยงอาหารที่ซ้ำซาก ใส่ใจสี กลิ่น รสชาติ และรูปร่างของอาหาร ให้ผสมผสานระหว่างอาหารแห้งและน้ำ อาหารหยาบและละเอียด รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารที่มีเส้นใยหยาบ เพราะอาจส่งผลต่อการเคลื่อนตัวของอาหารออกจากกระเพาะ นอกจากนี้ ห้ามรับประทานขนมหวานหรือเครื่องดื่มหวานก่อนมื้ออาหาร เพราะจะทำให้ความอยากอาหารที่อ่อนแออยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม การเลือกอาหารและมื้ออาหาร: ใช้ผลไม้เช่น ผลมะฮาร์ด ผลเม็ดมะม่วง หรือเปลือกส้มจีนเพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร สำหรับผลไม้ ผลสตรอเบอร์รีและส้มหวานมีผลกระตุ้นความอยากอาหารได้บ้าง แต่กล้วย องุ่น หรือลิ้นจี่ที่มีน้ำตาลสูงอาจลดความอยากอาหารได้ ใช้ซอสปรุงรส เช่น ซอสมะเขือเทศ ซอสกะหรี่ ซอสเต้าเจี้ยว หรือซอสพริก แต่ไม่ควรใช้มากเกินไป เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่รุนแรงเกินไป ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดอาหารเหล่านี้ ได้แก่ อาหารทอด หัวหอม ถั่วเหลืองดิบ อาหารครีม หรือเครื่องดื่มคาร์บอนเนตหวาน รวมถึงไม่แนะนำให้กินถั่วหรือถั่วลิสงจำนวนมาก กินแค่เล็กน้อยก็อิ่มแล้ว ก่อนมื้ออาหารรู้สึกหิวมาก ความอยากอาหารดี แต่เพียงกินอาหารเล็กน้อยก็รู้สึกแน่นท้องส่วนบน ความอยากอาหารก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเรียกว่า “อาการอิ่มเร็วหลังมื้ออาหาร” สาเหตุที่เกิดขึ้นคือ หลังรับประทานอาหารแล้ว ความแข็งแรงของกระเพาะอาหารลดลง ความสามารถในการรับอาหารได้น้อยลง จึงรู้สึกว่ากินแค่สองสามคำ ก็ไม่มีที่ว่างรองรับอาหารเพิ่มเติมแล้ว แนวทางแก้ไข: การเสริมแรงกระเพาะอาหาร การเร่งการเคลื่อนตัวของอาหารออกจากกระเพาะ และเพิ่มความสามารถในการรับอาหารเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหา การเลือกอาหารและมื้ออาหาร: ควรปฏิบัติตามหลักการรับประทานอาหารจำนวนเล็กน้อยแต่บ่อยครั้ง ใช้หลักการ “3+3” หมายถึง นำอาหารบางส่วนจากมื้อหลัก (เช่น ข้าว โยเกิร์ต หรือผลไม้) มาเป็นมื้อว่าง ภายใต้ปริมาณรวมที่เท่าเดิม รับประทานอาหาร 6 มื้อต่อวัน แต่ละมื้อไม่เกิน 2 ตำลึง รวมประมาณ 70% ของความอิ่ม ห้ามกินเนื้อหมูหนา อาหารทอด หรืออาหารที่มีเส้นใยหยาบ ขณะรับประทานอาหาร ต้องเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน ถ้ากินเร็วเกินไป จะทำให้อาการอิ่มเร็วแย่ลง กรดไหลย้อน ร้อนใน เนื่องจากปัญหาการเคลื่อนตัวของอาหารในกระเพาะอาหาร หรือความผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดที่ปลายลำไส้ใหญ่ ทำให้สารกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับไปที่หลอดอาหาร จนเกิดอาการร้อนใน ปวดหน้าอก หรือรุนแรงจนทนไม่ไหว จนนำไปสู่ปัญหาการรับประทานอาหาร แนวทางแก้ไข: ด้านหนึ่งควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำลายการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดที่ปลายลำไส้ใหญ่ อีกด้านหนึ่งควรปรับปรุงการเคลื่อนตัวของอาหารในกระเพาะอาหาร เร่งการเคลื่อนตัวของอาหารออกจากกระเพาะ ป้องกันไม่ให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร ควรเน้นเป็นพิเศษว่า การรับประทานอาหารและการวางท่าทางเป็นกุญแจสำคัญของการแก้ปัญหา การเลือกอาหารและมื้ออาหาร: หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำลายการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดที่ปลายลำไส้ใหญ่ เช่น กาแฟ เนื้อหมูหนา พริกไทย หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำลายการเคลื่อนตัวของอาหารในกระเพาะอาหาร เช่น เนื้อหมูหนา ขนมหวาน อาหารทอด อาหารที่มีเส้นใยหยาบ ใช้หลักการรับประทานอาหารจำนวนเล็กน้อยแต่บ่อยครั้ง เคี้ยวช้าๆ อย่างละเอียด หลังรับประทานอาหาร 1 ชั่วโมง ห้ามนอนราบ ขณะนอนหลับ ควรใช้หมอนหรือสิ่งอื่นยกหัวและไหล่ให้สูงขึ้นเล็กน้อย (ตามข้อมูลจากหนังสือ "Health Times")
|