ตั้งแต่ละครโทรทัศน์เกาหลีเรื่อง "ดาจังจิน" โด่งดัง ยาคั่วที่ผสมระหว่างสมุนไพรกับอาหารกลายเป็นที่สนใจของสาธารณชน หลายคนต่างชื่นชมประสิทธิภาพในการบำรุงร่างกายและปรับสมดุลของยาคั่วในละคร ยิ่งในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงถึงต้นฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงเวลาทองในการบำรุงร่างกาย หลายคนจึงจดจำสูตรยาคั่วในละคร หรือนำสมุนไพรที่กล่าวถึงในละครมาใส่ในอาหารประจำวัน ทำเองเพื่อบำรุงร่างกาย อย่างไรก็ตาม ยาคั่วในละครที่ตัวละครดาจังปรุง ถูกออกแบบโดยนักวิชาการด้านโภชนาการจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ แต่ผลลัพธ์จริงไม่ชัดเจน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้ยาคั่วจะไม่มีฤทธิ์แรงเหมือนยาต้มสมุนไพร แต่ก็มีลักษณะของสมุนไพร 4 ประเภทและ 5 รส จึงมีกลุ่มผู้ที่เหมาะกับการบริโภค ดังนั้น อย่าพยายามทำยาคั่วเองตามที่แสดงในละครอย่างง่าย ๆ ละครไม่ได้ระบุอาการที่แนะนำให้ใช้ยาคั่วอย่างละเอียด แพทย์แผนจีนแบ่งการดูแลด้วยอาหารเป็น 3 ระดับ ได้แก่ อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารเพื่อรักษาโรค และยาคั่ว อาหารเพื่อสุขภาพ หมายถึง การกินอาหารเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ทำให้แข็งแรง ขณะที่อาหารเพื่อรักษาโรคและยาคั่ว หมายถึง การกินอาหารเพื่อช่วยรักษาโรคบางชนิด ซึ่งมีลักษณะของยาสมุนไพร แต่ฤทธิ์อ่อนกว่า ทานง่าย ดังนั้น ยาคั่วจึงมีคุณสมบัติทั้งของอาหารและสมุนไพร ทั้งมีลักษณะเย็น อุ่น ร้อน เย็น และรสเปรี้ยว ขม หวาน ขม เค็ม จึงมีข้อกำหนดเฉพาะเจาะจงต่ออาการที่ใช้ได้ ในละคร "ดาจังจิน" ได้กล่าวถึงอาการของผู้ที่กินยาคั่วอย่างคลุมเครือ เช่น พระเจ้ามีอาการคอไม่สบาย หมอหลวงจึงแนะนำให้กินขิง คุณหญิงฮันเคยทำอาหารค่ำง่าย ๆ ด้วยขิงและหัวบัวให้พระเจ้า วิเคราะห์ทางการแพทย์ อาการคอไม่สบายอาจเกิดจากโรคหลายชนิด เช่น ปวดกล้ามเนื้อจากหวัด ปวดคอจากไอ ปวดคอจากกระดูกเสื่อม เป็นต้น ขิงเป็นยาที่ช่วยกระจายความร้อน ขจัดความหนาวเย็น ใช้รักษาอาการปวดกล้ามเนื้อจากโรคภายนอก หัวบัวช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร ตามแพทย์แผนจีน กระเพาะอาหารควบคุมกล้ามเนื้อ ดังนั้น อาการคอไม่สบายของพระเจ้าเกิดจากภายนอก ติดเชื้อความหนาวเย็น แต่หากผู้ชมมีอาการเจ็บคอจากความร้อน แล้วกินขิง ไม่เพียงแต่ไม่ช่วยรักษา แต่ยังทำให้อาการแย่ลงได้ ดังนั้น ก่อนทำยาคั่วตามละคร ควรขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์อาการและสาเหตุก่อน จึงจะนำไปใช้ได้ ผลของการกินยาคั่วบางชนิดคาดเดาไม่ได้ การใช้สมุนไพรในทางคลินิกซับซ้อนมาก ต้องวิเคราะห์อาการว่าเป็นอาการใด เช่น ท้องผูก คือท้องผูกจากภาวะหยินอ่อนแรง หรือท้องผูกจากอาหารค้าง ไอ คือไอจากภายนอก ลมหนาว หรือไอจากหยินอ่อนแรง ความแห้ง ต้องเลือกยาที่เหมาะสมกับอาการ ใช้ยาเย็นสำหรับอาการร้อน ยาอุ่นสำหรับอาการเย็น ยาบำรุงสำหรับอาการอ่อน ยาขับสำหรับอาการแข็ง ขั้นตอนต่อไป ยาเหล่านี้ต้องผ่านกระบวนการเตรียมก่อนนำมารวมกับน้ำต้ม เพื่อขจัดพิษ หรือเพิ่มฤทธิ์ ละครไม่ได้เตือนผู้ชมเกี่ยวกับการเตรียมยาที่มีพิษ รวมถึงความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคที่ต้องสงสัย เช่น หญ้าต้นสีแดง ถ้าไม่ผ่านการเตรียม จะมีพิษ แต่ในละครกลับนำมารับประทานเพื่อรักษาโรคอ้วน ผลที่ตามมาอาจเป็นอันตราย หรืออีกตัวอย่าง ดาจังคิดว่าร่างกายเจ้าชายร้อน ขาและเข่าเย็น คือภาวะเลือดและพลังงานอ่อนแรง แต่ตามแพทย์แผนจีน ร่างกายร้อน ขาเย็น บ่งบอกถึงพลังงานร้อนเกิน ไหลเวียนเลือดไม่ดี ปลายมือปลายเท้าไหลเวียนเลือดไม่ดี ซึ่งแตกต่างจากอาการเลือดและพลังงานอ่อนแรง ดังนั้น การกินยาที่ช่วยบำรุงกระเพาะอาหารและพลังงานอย่าง "อีตงซาน" จึงไม่น่าจะช่วยรักษาอาการได้ การจัดยาคั่วต้องมีความรู้ทางแพทย์แผนจีนเป็นแนวทาง จากการวิเคราะห์ดังกล่าว แสดงว่า แม้ละคร "ดาจังจิน" จะเสนอวิธีการทำยาคั่วที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ แต่บางส่วนยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ สำหรับผู้ชมทั่วไป การจัดยาคั่วต้องมีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ โดยต้องระวังสิ่งต่อไปนี้: 1. ยาสมุนไพรที่ใส่ในยาคั่วต้องไม่เกิดปฏิกิริยาพิษกัน สมุนไพรทำงานได้ผลเพราะสารเคมีบางชนิด ถ้าสองชนิดมีปฏิกิริยาในขณะต้ม อาจสร้างสารพิษ ไม่เพียงแต่ไม่รักษาโรค แต่ยังทำให้ร่างกายเสียหายได้ ตัวอย่างการห้ามใช้ร่วมกัน เช่น หัววัวห้ามใช้กับเบิ้ม ตังกุ้ยห้ามใช้กับยูจิน รากบัวห้ามใช้กับวีเลนลิป ฯลฯ คำว่า "สิบแปดข้อห้าม" และ "สิบเก้าข้อห้าม" คือสรุปพื้นฐานของคำห้ามใช้ยาสมุนไพร 2. การจัดยาคั่วต้องพิจารณาตามลักษณะบุคคล แพทย์แผนจีนมีลักษณะเฉพาะคือ "วินิจฉัยตามอาการ" แม้คนที่มีโรคเดียวกัน อาการเดียวกัน แต่เนื่องจากสภาพร่างกาย วัย เพศ ต่างกัน จึงต้องใช้ยาและปริมาณต่างกัน การจัดยาคั่วต้องพิจารณาตามลักษณะร่างกาย ความเป็นอยู่ โรค ฤดูกาล ฯลฯ ในการเลือกยาและปริมาณ แต่ละบุคคล โรค วัย ต้องการบำรุงต่างกัน หากบำรุงไม่เหมาะสม อาจทำให้โรคไม่หาย หรือทำให้ผู้สูงอายุ ผู้อ่อนแอ ผู้ที่ฟื้นตัวจากโรคเรื้อรัง อาการแย่ลง ผลตรงข้ามกัน 3. ต้องควบคุมปริมาณยาอย่างเข้มงวด ใกล้เข้าสู่ฤดูหนาว ยาคั่วที่มีสมุนไพรอุ่นร้อนจะขายดีขึ้น ยาอุ่นร้อนที่มีพิษ หรือใช้ผิดวิธีอาจเกิดผลข้างเคียง เคยมีข่าวผู้บริโภคเสียชีวิตจากการกิน "ต้มหมูกระทะที่มีขิงและยาขิง" ที่ร้านอาหาร ยาอุ่นร้อนที่อาจเกิดพิษหรือผลข้างเคียง เช่น ซีซิน วัวหัว ควรหลีกเลี่ยงหรือใช้น้อย ถ้าใช้ ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ยาอย่างตังกุ้ย รากบัว แม้ไม่ร้อนแรง ไม่มีพิษ แต่ถ้าใช้มากเกินไป หรือกินต่อเนื่อง อาจทำลายสมดุลของหยินหยางในร่างกาย ทำให้เกิดโรค หรือทำให้อาการเดิมแย่ลง 4. ต้องระวังสมุนไพรที่มีชื่อเดียวกันแต่ลักษณะต่างกัน สมุนไพรชนิดเดียวกัน ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มา ฤทธิ์ต่างกัน เช่น เบิ้มมีทั้งเบิ้มซาน (ซานซี) และเบิ้มเจิ้ง (เจิ้งเจียง) ใช้รักษาไอเรื้อรังจากภาวะหยินอ่อนแรง และไอเฉียบพลันจากความร้อน รากบัวมีทั้งรากบัวแดง รากบัวสด และรากบัวเกาหลี ล้วนเป็นยาบำรุง ค่อนข้างอุ่น ช่วยเสริมพลังงาน แต่รากบัวฟลาจิ ค่อนข้างเย็น ช่วยบำรุงหยิน ควรสอบถามผู้ขายเกี่ยวกับชนิดของยา แจ้งวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยเลือก อย่าซื้อจากผู้ขายถนน ควรเลือกสมุนไพรที่มีลักษณะธรรมดา รสอ่อน สำหรับทำยาคั่วที่บ้าน ยาคั่วคือการใส่สมุนไพรลงไปในอาหาร ทำให้ยาช่วยอาหาร อาหารช่วยยา ช่วยให้สมุนไพรทำงานได้เต็มที่ และสามารถทำได้ที่บ้าน แต่ "ยาสามส่วนพิษ" ถ้าไม่ป่วยหรือไม่ร่างกายอ่อนแอ ไม่ควรใช้ยาคั่ว แค่ดูแลโภชนาการให้สมดุล ได้รับสารอาหารเพียงพอ ก็เพียงพอแล้ว ถ้าจะทำยาคั่วเพื่อบำรุง ควรเลือกสมุนไพรที่มีลักษณะธรรมดา ไม่ร้อน ไม่เย็น ถึงแม้จะใส่ปริมาณผิดพลาด ก็ไม่ทำร้ายร่างกายมากนัก กระทรวงสาธารณสุขจีนกำหนดให้ยา 87 ชนิดสามารถใช้ทั้งอาหารและยา ซึ่งปลอดภัยสำหรับยาคั่ว ได้แก่ ถั่วเหลือง บัวบก ยี่หร่า จูจือ ดอกเบญจมาศ ดอกบัว มะเดื่อ หม่าตง ขิง ผิวส้ม เป็นต้น
|