สมุนไพรพื้นบ้าน
หน้าแรกสมุนไพรพื้นบ้านตำรายาสมุนไพรจีน เพิ่มหน้าเว็บนี้ลงในบุ๊กมาร์ก

เข้าถึงอย่างรวดเร็ว

นี่คือลิงก์ด่วนสำหรับอาการทั่วไป:

ประกาศสำคัญ: สูตรยาบนเว็บไซต์นี้มีไว้สำหรับข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
7000+
จำนวนสูตรยาทั้งหมด
9
ภาษาที่รองรับ
10
หมวดหมู่
24/7
การเข้าถึง
ค้นหาสูตรยาพื้นบ้านจีน
ค้นหาสูตรยา:
หมวดหมู่สูตรยา:: อายุรกรรม ศัลยกรรม เนื้องอก ผิวหนัง โสตศอนาสิก นรีเวช วิทยาระบบปัสสาวะชาย กุมารเวช สุขภาพ ยาดองเหล้า อื่นๆ

สมุนไพรพื้นบ้าน / แผนกภายใน / ประเภทอื่นๆ / เมื่อลูกป่วยหวัดและมีไข้ก่อนหน้า ดูทั้งหมด ถัดไป

เมื่อลูกป่วยหวัดและมีไข้

▲ ทำความเข้าใจเรื่องไข้ให้ถูกต้อง
ร่างกายมนุษย์สามารถคงอุณหภูมิคงที่ได้ เพราะมีกลไกการผลิตความร้อนและการระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้การควบคุมของศูนย์ประสาทกลาง ความร้อนที่ผลิตและระบายจะอยู่ในสมดุล ทำให้อุณหภูมิร่างกายคงที่ ความคงที่ของอุณหภูมิเป็นสิ่งสำคัญต่อกระบวนการทางชีวภาพภายในร่างกาย เพราะกิจกรรมทางชีวภาพต่างๆ ต้องอาศัยเอนไซม์ ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีฤทธิ์เฉพาะตัว ต้องอาศัยอุณหภูมิคงที่จึงจะทำงานได้ ถ้าอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป โปรตีนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทำให้กิจกรรมทางชีวภาพที่จำเป็นต่อชีวิตถูกรบกวน อย่างไรก็ตาม เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย ยังไม่ถึงจุดที่ส่งผลต่อการทำงานของเอนไซม์ ร่างกายจะมีปฏิกิริยาทางชีวภาพที่กระตือรือร้นขึ้น ตัวอย่างเช่น จำนวนเซลล์ที่กินเชื้อโรคจะมีความกระตือรือร้นมากขึ้น ความสามารถในการกินเชื้อโรคสูงกว่าปกติ ยังมีสารต้านเชื้อโรคในร่างกายที่ทำงานได้ดีขึ้นในอุณหภูมิสูง ปรากฏการณ์เหล่านี้มีประโยชน์ต่อการป้องกันร่างกายและกำจัดเชื้อโรค ดังนั้น การมีไข้ในระดับหนึ่งจึงเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นกลไกการป้องกันของร่างกาย
▲ เมื่อลูกป่วยหวัดและมีไข้ ผู้ปกครองควรทำอะไรบ้าง?
1. ติดตามอาการอย่างละเอียด ไข้เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้จากหลายโรค ต้องสังเกตอาการของเด็กอย่างละเอียด จึงจะช่วยแพทย์วินิจฉัยสาเหตุได้อย่างแม่นยำ ผู้ปกครองควรสังเกตอาการของเด็ก เช่น ความรู้สึก ความตื่นตัว อาการที่เกิดร่วมกับไข้ อาการชัก ความถี่และรูปแบบของไข้ จำนวนการปัสสาวะและปริมาณ ผิวหนังมีจุดเลือดออกหรือผื่นเล็กๆ หรือไม่
2. ใช้วิธีลดไข้ทางกายภาพอย่างถูกต้อง วิธีลดไข้ทางกายภาพเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สุด ห้องของเด็กควรเงียบสงบ ระบายอากาศดี อุณหภูมิห้องคงที่ที่ 20–22℃ ควรเปิดเสื้อผ้าที่รัดแน่น ให้ร่างกายระบายความร้อนได้ หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าหนาหรือห่อแน่น เพราะอาจทำให้เด็กร้อนและไม่สบาย
(1) ประคบถุงน้ำแข็ง: ใส่น้ำแข็งเล็กๆ ลงในถุงพลาสติก ประคบที่บริเวณศีรษะ ใต้รักแร้ และบริเวณขาหนีบ ที่ฝ่าเท้าอาจใช้ถุงน้ำอุ่น ช่วยลดการคั่งของเลือดในสมอง ช่วยระบายความร้อน โดยเฉพาะการประคบศีรษะจะช่วยเพิ่มความทนทานของเซลล์สมองต่อภาวะขาดออกซิเจน
(2) อาบด้วยแอลกอฮอล์: ใช้แอลกอฮอล์ 30%–50% ลูบตัว ลูบบริเวณเส้นเลือดใหญ่ เช่น คอ รักแร้ ขาหนีบ ควรหยุดไว้สักครู่ ห้ามลูบบริเวณหลังคอ หน้าอก ท้อง และฝ่าเท้า ห้ามใช้กับผู้ที่มีจุดเลือดออก ผู้ที่มีแนวโน้มเลือดออก ผู้ที่มีไข้สูงและหนาวสั่น หรือทารกแรกเกิด ถ้าระหว่างลูบเกิดอาการหนาวสั่น ผิวซีด ชีพจรหรือการหายใจผิดปกติ ควรหยุดทันที
3. ใช้ยาลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์ เมื่อวิธีลดไข้ทางกายภาพไม่ได้ผล ควรใช้ยาลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์ โดยทั่วไป ใช้เมื่ออุณหภูมิที่ทวารหนักเกิน 39℃ หรือที่รักแร้เกิน 38.5℃
4. พักผ่อน นอนหลับ ให้สารอาหารเพียงพอ และดื่มน้ำเยอะๆ อาหารควรเป็นอาหารที่อ่อน ย่อยง่าย ให้คาร์โบไฮเดรตและวิตามินสูง ควรส่งเสริมให้เด็กดื่มน้ำเยอะๆ หลีกเลี่ยงชาเข้มและเครื่องดื่มเย็น หลีกเลี่ยงไข่และอาหารเผ็ดร้อน
5. ดูแลความสะอาดของปากและผิวหนัง ผู้ป่วยที่มีไข้สูงมักเกิดอาการอักเสบในปาก ลิ้น หรือแผลในปาก ดังนั้น ควรให้เด็กโตล้างปากด้วยน้ำเกลือ วันละ 3–4 ครั้ง ส่วนเด็กเล็กควรทำความสะอาดปากทุกวัน และให้ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อให้ปากสะอาด ผู้ป่วยที่เหงื่อออกมากอาจเกิดอาการคันผิวหนังหรือผิวหนังอักเสบ จึงต้องดูแลความสะอาดของผิวหนัง ล้างตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าทันที เพื่อให้เด็กรู้สึกสะอาดและสบาย
▲ ใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อหวัดหรือไม่?
เมื่อลูกป่วยหวัด บางผู้ปกครองมักให้ยาปฏิชีวนะ แต่ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ชี้ว่า โรคหวัดเกือบ 90% เกิดจากไวรัส จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ใช้ยาลดไข้ ยาแก้ไอ และพักผ่อนก็หายได้ งานวิจัยล่าสุดพบว่า 80% ของผู้ป่วยที่เป็นเยื่อบุหลอดลมอักเสบเฉียบพลันเกิดจากไวรัส ไม่เกี่ยวกับแบคทีเรีย จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาปฏิชีวนะ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่จำเป็น ถ้ามีอาการหลอดลมอักเสบเฉียบพลันหรือปอดอักเสบ ควรใช้ยาปฏิชีวนะภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ขนาดและระยะเวลาการใช้ยาต้องทำตามคำแนะนำ ห้ามเพิ่มขนาดหรือขยายระยะเวลาโดยไม่จำเป็น การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงมากมาย เช่น อาจเกิดอาการแพ้รุนแรงจนเสียชีวิตได้ อาจทำให้เกิดการหูหนวกจากโรคทางระบบประสาท อาจทำให้เกิดตับอักเสบจากพิษหรือความผิดปกติของไต อาจส่งผลต่อระบบสร้างเลือด ทำให้เกิดเลือดออก โลหิตจาง อาการข้างเคียงเช่น คลื่นไส้ อาเจียน ผื่นแดง พบได้บ่อย อาจเกิดการติดเชื้อจากแบคทีเรียที่ดื้อยา ยาปฏิชีวนะทำให้แบคทีเรียที่ไวต่อการรักษาถูกกดทับ แบคทีเรียที่ดื้อยาอาจเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบรุนแรง ลำไส้อักเสบ สมองอักเสบ หนองในตับ หรือภาวะเลือดติดเชื้อ ซึ่งรักษาได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจเกิดการติดเชื้อราได้ง่าย ทำให้ขาดวิตามินบางชนิด ร่างกายต้องการวิตามินบางชนิดที่แบคทีเรียในลำไส้ปกติสร้างขึ้น เช่น วิตามินเค และวิตามินบีบางชนิด ถ้าใช้ยาปฏิชีวนะกว้างๆ อย่างต่อเนื่อง แบคทีเรียในลำไส้จะถูกกด ทำให้การสร้างวิตามินเหล่านี้ลดลง จึงเกิดภาวะขาดวิตามิน ทำให้การรักษาโรคในอนาคตยากขึ้น การใช้ยาปฏิชีวนะบ่อยครั้ง ทำให้แบคทีเรียที่อยู่ในร่างกายหรือในสิ่งแวดล้อมมีความต้านทานต่อยาปฏิชีวนะ ทำให้เมื่อป่วยครั้งต่อไป การรักษาจะยากขึ้น
▲ ป้องกันการติดเชื้อหูชั้นกลางจากหวัด
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของโรคหูชั้นกลางคือ ภาวะผิดปกติของท่อน้ำหู (ท่อน้ำหู) ซึ่งเชื่อมกับหูชั้นกลางด้านล่างและด้านหน้า ในภาวะปกติ หูชั้นกลางจะมีอากาศอยู่ ซึ่งอากาศนี้ถูกดูดซึมโดยเยื่อหุ้มหูชั้นกลางอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีอากาศใหม่เข้ามาผ่านท่อน้ำหู ทำให้ความดันในหูชั้นกลางเท่ากับความดันภายนอก (ด้านในและด้านนอกของเยื่อหู) จึงสามารถรักษาการสั่นสะเทือนของเยื่อหูและฟังเสียงได้ปกติ เมื่อเกิดหวัด โรคหลอดลมอักเสบ โรคไซนัสอักเสบ หรือโรคต่อมทอนซิลอักเสบ อาจทำให้อากาศไม่สามารถผ่านท่อน้ำหูเข้าหูชั้นกลางได้ ทำให้เกิดหูชั้นกลางอักเสบ หูชั้นกลางมีอากาศถูกดูดซึมแต่ไม่มีการเติมอากาศใหม่ จึงเกิดความดันลบ ทำให้เยื่อหุ้มหูชั้นกลางมีเลือดคั่ง บวม น้ำเหลืองรั่วออกมา เยื่อหูก็ยุบเข้าด้านใน โรคหูชั้นกลางกลายเป็นหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน น้ำเหลืองที่สะสมในหูชั้นกลางถูกดูดซึมจนข้นขึ้น ทำให้เยื่อหูที่ยุบตัวติดกันแน่น กรณีรุนแรงอาจทำให้กระดูกหูชั้นกลางติดกันแน่น ทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยินค่อยๆ ขึ้น ในการรักษา ควรให้ยาฆ่าเชื้อและหยดยาที่จมูกเพื่อหดตัวของหลอดเลือด ทำให้เยื่อหุ้มท่อน้ำหูหดตัว ทำให้ท่อน้ำหูเปิดกว้าง ช่วยให้อากาศใหม่เข้ามา ปรับสมดุลความดันในหูชั้นกลาง ถ้ามีน้ำเหลืองสะสมมาก ควรเจาะเยื่อหูเพื่อถอนน้ำเหลืองออก แล้วใช้การเป่าลมเข้าท่อน้ำหูเพื่อป้องกันการติดกันของเยื่อหู

วิธีใช้เว็บไซต์

  1. ป้อนชื่อโรคหรืออาการในช่องค้นหา
  2. คลิกปุ่มค้นหาเพื่อหาสูตรยาที่เกี่ยวข้อง
  3. เรียกดูผลการค้นหา คลิกสูตรยาที่สนใจ
  4. อ่านคำอธิบายรายละเอียดและวิธีใช้สูตรยาอย่างละเอียด
  5. ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

ค้นหาที่นิยมในสัปดาห์นี้

ติดต่อเรา

หากคุณมีคำถามหรือข้อเสนอแนะ โปรดติดต่อเรา

อีเมล: [email protected]