1. ควรอบอุ่น ฤดูหนาวเป็นฤดูหยิน ควรเน้นการเก็บรักษาหยิน ควรหลีกเลี่ยงการสูญเสียน้ำ ดังนั้น ฤดูหนาวควร “หลีกเลี่ยงความหนาว ไปหาความอบอุ่น” เพื่อป้องกันความหนาวเย็น แต่ไม่ควรอบอุ่นเกินไป ควรหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าหนา ผ้าขนสัตว์หนา อบไฟ ดื่มแอลกอฮอล์ อบท้องหรือหลัง หรืออบอุ่นจนเหงื่อออกมาก 2. ควรดูแลเท้า ควรรักษาเท้าให้สะอาดและแห้งเสมอ ซักถุงเท้าบ่อยๆ ล้างเท้าด้วยน้ำอุ่นทุกวัน พร้อมนวดและกดจุดเท้า ควรเดินเท้าอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน ทั้งยังควรเลือกรองเท้าที่สบาย อุ่น เบา และดูดซับความชื้นได้ดี 3. ป้องกันโรค ความหนาวเย็นสามารถกระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง ทำให้อาการโรคเรื้อรัง เช่น โรคกระเพาะ โรคข้ออักเสบ โรคต้อกระจก รุนแรงขึ้น ผู้ป่วยควรระวังความหนาวเย็น ป้องกันการกระตุ้นจากอากาศหนาวเย็น ควรเตรียมยาฉุกเฉิน พร้อมทั้งควรเสริมสร้างความทนต่อความหนาวเย็น เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคทางเดินหายใจ 4. ควรดื่มน้ำให้มาก แม้ในฤดูหนาว ร่างกายจะขับเหงื่อและปัสสาวะลดลง แต่เซลล์ในสมองและอวัยวะต่างๆ ยังต้องการน้ำเพื่อการเผาผลาญอย่างปกติ ควรดื่มน้ำวันละ 2,000–3,000 มิลลิลิตร 5. ปรับจิตใจ ฤดูหนาวทำให้จิตใจและร่างกายมักอยู่ในภาวะต่ำ วิธีที่ดีที่สุดในการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ที่ต่ำคือการเคลื่อนไหว เช่น วิ่งเบาๆ รำเต้น เล่นสกี หรือเล่นกีฬา ล้วนเป็นยาที่ดีในการขจัดความเบื่อหน่ายในฤดูหนาว และดูแลจิตใจ 6. ควรเปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ คุณภาพอากาศในห้องในฤดูหนาวแย่กว่าภายนอกหลายสิบเท่า ควรเปิดหน้าต่างเป็นประจำเพื่อระบายอากาศ ทำให้อากาศสะอาด ช่วยกระตุ้นสมองและเพิ่มพลังงาน 7. ควรกินข้าวต้ม อาหารในฤดูหนาวควรหลีกเลี่ยงอาหารเหนียว แข็ง หรือเย็นจัด นักโภชนาการแนะนำให้กินข้าวต้มอุ่นตอนเช้า ค่ำควรกินน้อยลง เพื่อเสริมพลังงานในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะข้าวต้มเนื้อแกะ ข้าวต้มมันเทศ ลูกเดือย ข้าวต้มแปดสมบัติ ข้าวต้มข้าวโอ๊ต นม น้ำตาลไอศกรีม ถือว่าเหมาะที่สุด 8. ควรนอนเร็ว ฤดูหนาวพลังงานหยางถูกทำลาย ยิ่งตอนกลางคืนรุนแรง ควร “นอนเร็ว ตื่นสาย” นอนเร็วเพื่อเก็บพลังงานหยาง ตื่นสายเพื่อเก็บพลังงานหยิน
|