ฤดูใบไม้ร่วงผ่านไปแล้ว ฤดูใบไม้ร่วงที่เย็นสบายขึ้นเป็นช่วงที่เด็กท้องเสียในฤดูใบไม้ร่วงเกิดขึ้นได้บ่อย หลังฤดูใบไม้ร่วง คือช่วงที่เด็ก โดยเฉพาะทารกและเด็กเล็ก (6 เดือน – 2 ปี) มีอัตราการเกิดท้องเสียเพิ่มขึ้น ดังนั้น ผู้ปกครองที่เพิ่งมีลูก ควรเตรียมตัวป้องกันท้องเสียให้ลูกอย่างรอบคอบ สาเหตุของการเกิดท้องเสียในฤดูใบไม้ร่วง ท้องเสียเกิดได้ทุกฤดู แต่พบบ่อยที่สุดในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง ท้องเสียในฤดูร้อนมักเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบหรือโรคไทฟอยด์ ในขณะที่ท้องเสียในฤดูใบไม้ร่วงเกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้เกิดลำไส้อักเสบ หรือที่เรียกว่า “ท้องเสียในฤดูใบไม้ร่วง” สาเหตุภายในของการเกิดท้องเสียในฤดูใบไม้ร่วง: ระบบทางเดินอาหารของเด็กเล็กยังไม่พัฒนาเต็มที่ ความเข้มข้นของเอนไซม์ต่ำ แต่ความต้องการสารอาหารสูง ทำให้ลำไส้ต้องรับภาระหนัก ระบบประสาท ระบบฮอร์โมน ระบบไหลเวียนโลหิต ตับ ไต ระบบภูมิคุ้มกัน ยังไม่พัฒนาเต็มที่ ระบบควบคุมยังไม่ดี จึงทำให้เด็กเล็กมีแนวโน้มเป็นท้องเสียในฤดูใบไม้ร่วง สาเหตุภายนอกของการเกิดท้องเสียในฤดูใบไม้ร่วง: หลักสำคัญคือการติดเชื้อไวรัสโรตา จุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารของเด็กผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน ซึ่งมักพบในเด็กที่เลี้ยงด้วยนมเทียม ภาชนะหรืออาหารที่ใช้ในการเลี้ยงด้วยนมไม่ได้ฆ่าเชื้อหรือฆ่าเชื้อไม่เพียงพอ จึงมีโอกาสติดเชื้อ หรืออาจติดเชื้อผ่านทางเดินหายใจหรือน้ำ ท้องเสียในฤดูใบไม้ร่วงมักเกิดในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนธันวาคม โดยเฉพาะเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนเป็นจุดสูงสุด อาการของท้องเสียในฤดูใบไม้ร่วง คือ หลังติดเชื้อไวรัส อาจมีช่วงพักตัว 1–3 วัน ประมาณ 20%–30% ของเด็กจะมีอาการทางเดินหายใจส่วนบนก่อน อาการเริ่มต้นอย่างฉับพลัน มักมีไข้ (อุณหภูมิสูงถึง 38℃–40℃) น้ำมูก จาม คัดจมูก ไอเล็กน้อย คันคอ อาการท้องเสียอย่างรุนแรง และอาเจียน ผู้ป่วยเกือบทุกคนมีอาการอาเจียน และมักเกิดก่อนท้องเสีย ต่อเนื่อง 2–3 วัน ท้องเสียอาจดำเนินต่อไปนานถึง 28 วัน ท้องเสียเริ่มต้น 1–2 วัน ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ น้ำหนักเบา สีจาง บางครั้งเป็นน้ำข้าวหรือของเหลวใส น้ำมูกน้อย ไม่มีกลิ่นเหม็น ผู้ป่วยมีอาการกระหายน้ำมาก และรู้สึกร้อนใจ ทั่วไปมีภาวะขาดน้ำเล็กน้อยหรือปานกลาง ผลการตรวจอุจจาระพบเซลล์หนองน้อยมาก การรักษาและดูแลท้องเสียในฤดูใบไม้ร่วง หากเด็กเป็นท้องเสียในฤดูใบไม้ร่วง ควรให้ลำไส้ได้พักผ่อนโดยไม่กระทบต่อโภชนาการ ขณะรักษาโดยแพทย์ ควรให้หยุดอาหารชั่วคราว ทั่วไป 8–12 ชั่วโมง พร้อมให้รับประทานเกลือแร่ทดแทน (ORS ย่อมาจาก Oral Rehydration Salts ยาที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้ในการรักษาท้องเสียในเด็ก) แทนการให้สารน้ำทางหลอดเลือด หลังอาการดีขึ้น ค่อย ๆ กลับมาทานอาหาร สำหรับเด็กที่ให้นมแม่ ควรลดเวลาให้นมแต่ละครั้ง สำหรับเด็กที่เลี้ยงด้วยนมเทียม สามารถให้ข้าวต้มข้นผสมนม ช่วยให้ได้พลังงานและสารอาหารเพียงพอ ท้องเสียในฤดูใบไม้ร่วงไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ จึงควรใช้ยาแผนจีน ขณะรักษาเด็ก ผู้ปกครองควรดูแลอย่างละเอียด บันทึกจำนวนครั้งที่ถ่ายอุจจาระ ปริมาณอุจจาระ และปริมาณอาหารที่ให้ รายงานแพทย์ทุกครั้ง รักษาความสะอาดของช่องปากและผิวหนัง รีบเปลี่ยนผ้าอ้อม หลังถ่ายอุจจาระ ควรล้างบริเวณก้นด้วยน้ำอุ่น ป้องกันผื่นที่ก้นและติดเชื้อซ้ำ สำหรับเด็กที่มือเท้าเย็น ควรใช้ถุงเท้าอุ่น แต่ต้องระวังการไหม้ ควรเปิดระบายอากาศในห้อง ผู้ป่วยที่มีโรคทางเดินหายใจไม่ควรสัมผัสกับเด็กที่ป่วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ ช่วงฟื้นตัว ควรใส่ใจเรื่องโภชนาการ ค่อย ๆ เพิ่มอาหารที่ย่อยง่าย ดูแลเรื่องรายละเอียดชีวิตประจำวัน เพื่อป้องกันการเกิดท้องเสีย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำผู้ปกครองว่า ควรทำตามข้อแนะนำต่อไปนี้เพื่อป้องกันการเกิดท้องเสียในฤดูใบไม้ร่วง: 1. กระตุ้นให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกและช่วงฤดูร้อน-ฤดูใบไม้ร่วงแรก ควรหลีกเลี่ยงการหยุดเลี้ยงลูกในช่วงฤดูร้อน-ฤดูใบไม้ร่วง 2. สำหรับเด็กที่เลี้ยงด้วยนมเทียม ควรใส่ใจเรื่องความสะอาดของอาหาร ล้างภาชนะด้วยน้ำร้อนก่อนให้อาหารทุกครั้ง ควรต้มทุกวัน 3. ทั้งการเลี้ยงด้วยนมแม่และนมเทียม ควรเพิ่มอาหารเสริมตามเวลา แต่ห้ามเพิ่มอาหารเสริมหลายชนิดพร้อมกัน 4. หากเด็กไม่รับประทานอาหาร หรือมีไข้ในช่วงเริ่มต้น ควรลดนมและอาหารอื่น ๆ ใช้น้ำแทน 5. ช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมากเกินไป หรืออาหารที่มีไขมันสูง 6. หากมีภาวะโภชนาการไม่เพียงพอ โรคกระดูกอ่อน หรือติดเชื้อที่ลำไส้ ควรรักษาให้หายทันที เพื่อป้องกันการเกิดท้องเสีย 7. ท้องเสียจากเชื้อ (ทั้งแบคทีเรียและไวรัส) มีความติดเชื้อสูง จึงต้องแยกผู้ป่วยอย่างเคร่งครัด
|