โรคหลอดเลือดสมองหรือที่เรียกว่า "โรคเฉียบพลัน" เกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น ความเครียด ความโกรธ อาหารไม่เป็นระเบียบ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ซึ่งทำให้เกิดภาวะหยิน-หยางไม่สมดุล ระบบอวัยวะภายในผิดปกติ กระแสเลือดและลมหายใจสับสน อาการทางคลินิกมีลักษณะสำคัญคือ หมดสติฉับพลัน หน้าเบี้ยว แขนขาข้างหนึ่งอ่อนแรง แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายที่ยังคงตื่นตัวตลอดเวลา โรคนี้มักพบในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ ชนิดมีเลือดออก และชนิดขาดเลือด หลังการรักษา ผู้ป่วยมักมีผลข้างเคียง เช่น แขนขาข้างหนึ่งอ่อนแรง พูดไม่ชัด หน้าเบี้ยว เป็นต้น ส่วนใหญ่เกิดจากลมพิษคั่งอยู่ในเส้นลมปราณ กระแสเลือดและลมหายใจอุดตัน ใช้ยาแผนจีนร่วมกับการบำบัดด้วยการฝังเข็มและการนวด จะได้ผลดีในหลายกรณี ในระยะเฉียบพลันของโรค ผู้ป่วยรุนแรงมักมีอาการห้าประการที่ควบคุมตนเองไม่ได้ ได้แก่ การพลิกตัว การไอขับเสมหะ การพูด การรับประทานอาหาร และการถ่ายอุจจาระ จึงจำเป็นต้องเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด ดูแลอย่างละเอียด และรักษาอย่างกระตือรือร้น เพื่อลดและบรรเทาผลข้างเคียง ระยะเฉียบพลันของโรคหลอดเลือดสมองมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผลกดทับ จึงควรหมุนตัวผู้ป่วยบ่อย ๆ สำหรับผู้ป่วยที่หมดสติ ต้องแน่ใจว่าผิวหนัง เสื้อผ้า และผ้าปูที่นอนแห้งและเรียบร้อย หากผิวหนังบริเวณที่กดมีอาการแดง ควรใช้มือขยี้เบา ๆ หรือทาครีมดอกฮงฮวาเพื่อปรับปรุงการไหลเวียนโลหิตในบริเวณนั้น สำหรับผู้ป่วยในระยะฟื้นตัวและระยะหลังจากเป็นโรค ควรส่งเสริมและช่วยเหลือในการออกกำลังกายฟื้นฟู ขณะที่แขนขาอ่อนแรงไม่สามารถเคลื่อนไหวเองได้ ควรช่วยผู้ป่วยทำการเคลื่อนไหวแบบพาสซีฟ พร้อมทั้งนวดแขนขา และทำกิจกรรมการเคลื่อนไหวข้อต่อขนาดเล็กและใหญ่ เช่น ยืดเหยียด หมุน ดึงเข้า ดึงออก เพื่อส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดและลมหายใจ และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เมื่อแขนขาอ่อนแรงเริ่มสามารถยกขึ้นได้ ก็ควรส่งเสริมให้ผู้ป่วยออกกำลังกายด้วยตนเอง เพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ อาจผูกเชือกไว้ที่ปลายเตียง ให้ผู้ป่วยดึงเชือกเพื่อช่วยตัวเองนั่งขึ้นได้ รวมถึงกิจกรรมฝึกกล้ามเนื้ออื่น ๆ เช่น ขี่จักรยานเหยียบ ฝึกกล้ามเนื้อขา จับไม้เท้าหรือบดถั่ว ช่วยฝึกความแข็งแรงของมือและข้อต่อ มือเมื่อผู้ป่วยสามารถยืนได้ ก็ควรช่วยให้เริ่มฝึกเดินโดยเร็ว พร้อมติดตามท่าทาง ทักษะ ความทนทาน และความเร็วในการเดิน ทั้งหมดนี้ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก นอกจากนี้ สำหรับผู้ป่วยที่พูดไม่ได้ ควรให้ความอดทนช่วยฝึกการพูด เพื่อให้ฟื้นฟูความสามารถในการพูดได้ค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากอัตราการเกิดโรค ความตาย และอัตราการพิการของโรคหลอดเลือดสมองสูงมาก การป้องกันโรคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ควรสังเกตอาการเตือนล่วงหน้า เพราะก่อนจะเกิดโรค ผู้ป่วยมักมีอาการเตือน เช่น ปวดศีรษะ ชาที่แขนขาข้างใดข้างหนึ่ง หากมีอาการเวียนศีรษะ ชัก แสดงถึงภาวะหยางตับสูงเกินไป ลมตับจะเคลื่อนไหว ควรใช้ยาที่ลดหยางตับ สงบลมตับ เช่น ตงเซิง ดอกไม้ขาว หญ้าพิษ ปูทะเล ตัวขาว เป็นต้น หากมีอาการชา หนักอึ้งที่แขนขา แสดงถึงเส้นลมปราณและเลือดอุดตัน ควรใช้ยาที่กระตุ้นเลือด ขยายเส้นลมปราณ เช่น ตานเซิน จูเชา จิ้งเซียน เป็นต้น การป้องกันโรคหลอดเลือดสมองควรเริ่มตั้งแต่ชีวิตประจำวัน รักษาอารมณ์ให้สบาย ไม่เครียด หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป นอกจากนี้ ควรระวังการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสม ดำเนินชีวิตอย่างมีระเบียบ ทำงานและพักผ่อนอย่างพอเหมาะ สำคัญที่สุดคือ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พลังงานในร่างกายสมดุล กระแสเลือดไหลเวียนดี ข้อต่อคล่องตัว ป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้
|