โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningococcal meningitis) เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันที่เกิดจากแบคทีเรีย Neisseria meningitidis ฤดูที่พบได้บ่อยที่สุดคือปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน เป็นช่วงเวลาที่มีการระบาดสูงสุด เชื้อโรคอาศัยอยู่ในโพรงจมูกและลำคอของผู้ป่วยหรือผู้ถือเชื้อ เมื่อผู้ป่วยพูด ไอ หรือจาม เชื้อจะลอยออกมาในละออง ถ้าใครหายใจเอาละอองที่มีเชื้อเข้าไป ก็อาจติดเชื้อและเกิดอาการได้ เด็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี มีภูมิคุ้มกันต่ำ จึงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเกิดโรคได้ง่าย อาการทางคลินิกหลักของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ได้แก่ ระยะแรกมีไข้ ปวดศีรษะ ไอ จาม ปวดคอ คล้ายอาการหวัด จึงมักถูกมองข้าม ต่อมาจะมีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน คอแข็ง ง่วงซึม แสดงอาการระบบประสาท รวมถึงจุดเลือดออกเล็ก ๆ ที่ปากหรือผิวหนัง ระยะสุดท้ายอาจเกิดภาวะสติสัมปชัญญะสูญหาย พูดไม่รู้เรื่อง ชัก หรือผิวหนังมีรอยช้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นอาการรุนแรง หากไม่รักษาอย่างทันท่วงทีหรือไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ ผู้ป่วยเด็กที่มีโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบรุนแรง แม้รักษาแล้วรอดชีวิต ก็มักมีผลข้างเคียง เช่น ความฉลาดต่ำ หรืออัมพาตทางระบบประสาท ยิ่งตรวจพบเร็ว รักษาทันเวลา โอกาสหายขาดจะสูงขึ้น และผลข้างเคียงก็จะน้อยลง หรืออาจไม่มีเลย ดังนั้น ในช่วงที่มีการระบาด ผู้ปกครองควรเฝ้าระวังอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด ตรวจพบเร็ว เพื่อป้องกันการล่าช้าในการรักษา การป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ควรเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท หมั่นตากผ้า อาบน้ำ ล้างเสื้อผ้า ให้เด็กได้รับแสงแดดเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียเนสเซอรีอาเมนิงจิทิดิส รองรับการป้องกันโดยไม่พาเด็กไปยังสถานที่แออัด เช่น โรงภาพยนตร์ ตลาด ฯลฯ ในช่วงที่มีการระบาด เพื่อลดโอกาสติดเชื้อ นอกจากนี้ ควรให้เด็กได้รับวัคซีนป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบตามกำหนด เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน นอกเหนือจากนี้ ช่วงที่มีการระบาด ให้เด็กล้างปากด้วยน้ำเกลือเจือจาง หรือกินกระเทียมดองน้ำส้มสายชู ถ้ามีผู้ป่วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในบริเวณใกล้เคียง หรือสัมผัสผู้ป่วย ให้กินยาซัลฟาเมโทซีน หรือใช้สมุนไพรแผ่นบลูรูท 15 กรัม ต้มด้วยน้ำ หรือใช้ดอกเบญจมาศ ใบใหญ่ ดอกทองแดง โคมไฟ ว่านหางจระเข้ วันละ 9 กรัม ต้มด้วยน้ำดื่มแทนน้ำชา วันละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน ซึ่งมีผลป้องกันโรคได้<สมอง>
|