ศาสตราจารย์มิกูลิน แห่งสหภาพโซเวียตเสนอวิธีการ “สัมผัสพื้นดิน” เพื่อชะลอวัย ซึ่งอ้างเหตุผลว่า โลกมีประจุลบจำนวนมาก สนามไฟฟ้าระหว่างโลกกับชั้นบรรยากาศที่มีไอออนบวก ทำให้เกิดสนามไฟฟ้า ทุกสิ่งมีชีวิตปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมนี้ แต่การพัฒนาของสังคมทำให้มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสพื้นดินโดยตรง ทำให้สูญเสียประจุลบ ทำให้ร่างกายสะสมประจุบวกมากเกินไป จึงทำให้ร่างกายอ่อนแอ จึงเกิดโรคได้ง่าย จึงพยายามใช้สายโลหะหนึ่งด้านติดกับท่อน้ำร้อน อีกด้านผูกไว้ที่เท้า ทั้งยังมีชีวิตอยู่ถึง 90 ปี และยังมีพลังงานมากแม้ในวัยชรา ประจุไฟฟ้าสถิตในร่างกายมนุษย์มีค่าเท่าใด? ข้อมูลระบุว่า ในฤดูแห้ง ถ้าสวมเสื้อผ้าสังเคราะห์และรองเท้าที่ไม่เป็นตัวนำไฟฟ้า แล้วเดินบนพื้นที่ไม่เป็นตัวนำไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าสถิตในร่างกายอาจสูงถึงหลายพันโวลต์ หรือแม้แต่หลายหมื่นโวลต์ เช่น ถ้าเดินบนพรม ที่ความชื้นสัมพัทธ์ (RH) 10–20% อาจสูงถึง 35 กิโลโวลต์ ที่ความชื้นสัมพัทธ์ (RH) 65–90% ยังมี 1.5 กิโลโวลต์; ถ้าหยิบถุงพลาสติกทั่วไปจากโต๊ะทำงาน ที่ความชื้นสัมพัทธ์ (RH) 10–20% อาจสูงถึง 20 กิโลโวลต์ ที่ความชื้นสัมพัทธ์ (RH) 65–90% ยังสูงถึง 1.2 กิโลโวลต์ นักวิชาการบางคนเชื่อว่า การเกิดประจุไฟฟ้าสถิตไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ การสะสมของประจุไฟฟ้า ตลอดหลายพันปี บรรพบุรุษของเราเดินเท้าเปล่าทุกวัน แต่เมื่อเริ่มสวมรองเท้า ทำให้สมดุลพลังงานไฟฟ้าของร่างกายเสีย ทำให้ประจุไฟฟ้าสถิตก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ รองเท้ายางหรือรองเท้าที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ยิ่งอันตราย เพราะเราแยกตัวจากพื้นดิน ที่พื้นที่แห้งและฤดูแห้ง การปล่อยประจุไฟฟ้าทำได้ยาก จึงสะสมประจุไฟฟ้าและผลที่ตามมาชัดเจน นักวิจัยบางคนกล่าวว่า เพื่อป้องกันอันตรายจากประจุไฟฟ้าสถิตต่อสุขภาพ ควรสัมผัสพื้นดินเพื่อปล่อยพลังงานส่วนเกินออกไป
|