จุดประสงค์การรักษาคือควบคุมระยะที่มีอาการกำเริบ ป้องกันการเปลี่ยนรูปร่างของกระดูก ควรใช้วิธีการรักษาแบบรวมศูนย์: การดูแลทั่วไป: ส่งเสริมการให้นมแม่ ถ้าไม่มีนมแม่ สามารถใช้นมที่เสริมวิตามินดีได้ ควรเพิ่มอาหารที่มีวิตามินดี เช่น ตับสัตว์ ไข่แดง ไข่ปลา ออกนอกบ้านมากขึ้น ได้รับแสงแดดบ่อยๆ ผู้ป่วยในระยะมีอาการไม่ควรนั่งหรือยืนนาน หรือเริ่มเดินเร็วเกินไป เพื่อป้องกันการเปลี่ยนรูปร่างของกระดูก ผู้ป่วยในระยะมีอาการ โดยเฉพาะหลังรักษา ฟังก์ชันการเคลื่อนไหวจะฟื้นตัวเร็ว จึงควรจำกัดการเคลื่อนไหวมากเกินไป เพื่อป้องกันการเกิดความผิดปกติ วิตามินดี: สามารถใช้ทางปากหรือการฉีดวิตามินดีขนาดสูง วิธีการใช้ กลุ่มเป้าหมาย ทางปาก: เด็กในระยะเริ่มต้น วันละ 35,000–10,000 หน่วยไอเอยู ระยะกำเริบ วันละ 10,000–20,000 หน่วยไอเอยู ต่อเนื่อง 1 เดือน แล้วเปลี่ยนเป็นปริมาณป้องกัน สำหรับเด็กที่เป็นโรคกระดูกอ่อนทั่วไป การฉีดวิตามินดีขนาดสูง: ฉีดวิตามินดี3 3 ล้านหน่วยไอเอยู ตามสภาพโรคฉีด 1–3 ครั้ง ห่างกัน 2–4 สัปดาห์ หลังฉีดครั้งสุดท้าย 1 เดือน ให้รับวิตามินดีแบบป้องกันทางปาก สำหรับผู้ป่วยที่ปฏิเสธการรับทางปาก ผู้ป่วยรุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ท้องเสีย หรือโรคติดเชื้อเฉียบพลัน แคลเซียม: ในช่วงรักษาด้วยวิตามินดี ควรเสริมแคลเซียมพร้อมกัน โดยเฉพาะเมื่อใช้วิธีฉีดขนาดสูง ผู้ป่วยที่เคยมีประวัติมือเท้าเกร็ง หรือเด็กอายุต่ำกว่า 3 เดือน ควรเสริมแคลเซียม 2–3 วัน ก่อนฉีดวิตามินดี เพื่อป้องกันไม่ให้แคลเซียมสะสมมากในกระดูก ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดลดลง และอาจก่อให้เกิดอาการเกร็งจากแคลเซียมต่ำ วิธีการแก้ไขความผิดปกติที่เหลือ: ความผิดปกติของกระดูกระดับเบา อาจฟื้นตัวเองหรือแก้ไขเองในระหว่างการเติบโต ผู้ป่วยที่มีอาการอกเป็นรูปไก่ อกเป็นรูปถัง หรือกระดูกสันหลังโค้ง หลังรักษาโรคกระดูกอ่อนแล้ว ควรเสริมการออกกำลังกาย เช่น การออกกำลังกายขยายหน้าอก การยกตัว หรือการเงยหน้า วันละ 2–3 ครั้ง เพื่อเร่งการแก้ไขความผิดปกติ ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของขาอย่างรุนแรง จนถึงอายุ 4 ปี ยังไม่ฟื้นตัว กระทบการเดิน อาจพิจารณาการผ่าตัดแก้ไข<โรคกระดูกอ่อน>
|